อะไรคือสิ่งที่จะกำหนดทิศทางของธุรกิจในอนาคต? ในพอดคาสต์ตอนพิเศษนี้ คุณอัลเลน เว็บบ์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึก และกรรมการผู้จัดการด้านผู้นำทางความคิดระดับโลก จาก PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมาเจาะลึกว่า เมกะเทรนด์ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างไร รวมถึงการสร้างโดเมนใหม่ ๆ ในการเติบโตของธุรกิจ และความท้าทายที่กดดันให้เหล่าผู้นำต้องเร่งปรับกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด
เราจะพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องการก้าวกระโดดของผลิตภาพ ไปจนถึงประเด็นเร่งด่วนด้านความยั่งยืน มาร่วมค้นหาว่าโลกธุรกิจกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง และผู้บริหารไทยจะเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างไร
จิรายุตม์ อุณหะ
ยินดีต้อนรับสู่ PwC Thailand Spotlight พอดคาสต์ตอนพิเศษ ‘Value in Motion’ ขับเคลื่อนอนาคตด้วยมุมมองโลก เราจะมาสำรวจกันว่า ปัจจัยขับเคลื่อนต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจในอนาคตอย่างไร และผู้นำควรทำอย่างไรในวันนี้เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ผมจิรายุตม์ อุณหะ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ
ในตอนนี้ เราจะมาเจาะลึกงานวิจัยระดับโลกของ PwC ที่ชื่อว่า Value in Motion ซึ่งศึกษาว่าเมกะเทรนด์ต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมต่าง ๆ และสร้างโดเมนการเติบโตใหม่ ๆ ได้อย่างไร
วันนี้ผมอยู่กับคุณ อัลเลน เว็บบ์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึก และกรรมการผู้จัดการด้านผู้นำทางความคิดระดับโลก จาก PwC ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ คุณอัลเลน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานวิจัยชิ้นนี้ และจะมาช่วยเราไขคำตอบว่า ‘Value in Motion’ คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ และผู้นำธุรกิจ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ จะรับมือเรื่องนี้ด้วยความมั่นใจได้อย่างไร
ขอบคุณที่ให้เกียรติมาร่วมรายการกับเราครับ คุณอัลเลน
อัลเลน เว็บบ์
ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ คุณจิรายุตม์
จิรายุตม์
เพื่อเป็นการเริ่มต้น อยากให้คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับว่า งานวิจัย Value in Motion ของ PwC มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
อัลเลน
งานวิจัย Value in Motion คือการมองไปยังอนาคตครับ โดยเรามองไปไกลถึงปี 2578 เพื่อสำรวจปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI และเทคโนโลยีขั้นสูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลกครับ
งานวิจัยนี้ศึกษาว่า แรงขับเคลื่อนเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘โดเมนใหม่แห่งการเติบโต’ (new domains of growth) ซึ่งโดเมนนี้เปรียบเสมือนพื้นที่ที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ มาบรรจบกันและเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ เช่น ความต้องการในด้านการบริโภคอาหาร การผลิตอาหาร การผลิตพลังงานและแหล่งพลังงานเพื่อขับเคลื่อนสังคม การเชื่อมต่อและประมวลผลข้อมูล การเดินทาง และการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เราพบว่ามีทั้งหมดเก้าโดเมนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญครับ และงานวิจัยนี้ก็ได้ประเมินทั้ง ‘โอกาส’ ที่จะเกิดขึ้นกับบริษัททุกประเภท และ ‘ความไม่แน่นอน’ ที่มาพร้อมกันด้วย
นั่นเป็นเพราะความเร็วและขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงนั้นยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง...และมีทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่มาพร้อมกับเมกะเทรนด์เหล่านี้ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมและเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ดังนั้น เราจึงพยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และเราได้ทำการวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเติบโตในรูปแบบต่าง ๆ ว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไรในแต่ละโดเมนการเติบโตครับ
นอกจากนี้ เรายังได้วิเคราะห์มูลค่าของสิ่งที่เดิมพันอยู่ (value at stake) แม้ในปัจจุบันได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจในระบบเศรษฐกิจโลกแล้ว ตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจจากงานวิจัยนี้คือ ในปี 2568 เพียงปีเดียว เราคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะเคลื่อนย้ายไปสู่โดเมนการเติบโตใหม่ ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับโฉมโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อตอบสนองต่อแรงผลักดันระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้นครับ
จิรายุตม์
ขอบคุณที่อธิบายอย่างละเอียดครับอัลเลน เห็นได้ชัดว่าปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทีนี้เรามาลองเจาะลึกกันหน่อยว่าเทรนด์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกันอย่างไร งานวิจัยนี้ได้เน้นย้ำถึงปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอย่าง AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมอยากทราบว่า เมกะเทรนด์เหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างมูลค่าระดับโลก และผู้นำธุรกิจควรให้ความสำคัญกับเรื่องไหนอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ
อัลเลน
เป็นคำถามที่ดีมากครับ เราได้ศึกษาเรื่อง AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นจุดที่สร้างทั้งโอกาสครั้งใหญ่ และในบางกรณีก็กลายเป็นข้อจำกัดด้วย ซึ่งนวัตกรรมมักจะเติบโตได้ดีเมื่อมีทั้งโอกาสและข้อจำกัดใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นในอนาคต
ในส่วนของ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ AI อาจเข้ามาช่วยพัฒนานั้น หัวใจสำคัญคือโอกาสในการเติบโตของผลิตภาพ (productivity) อย่างมหาศาล เราพยายามประเมินว่า AI จะช่วยสร้างประโยชน์ด้านผลิตภาพได้มากเพียงใดภายใต้สถานการณ์ที่ต่างกัน โดยจุดเริ่มต้นคือ เรามองว่า AI มีศักยภาพที่จะเป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ (general-purpose technology) ที่สามารถยกระดับผลิตภาพได้ในเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เราลองสมมติสถานการณ์ว่า หากเราได้รับประโยชน์จาก AI มากเท่ากับที่โลกเคยได้รับจากไฟฟ้าเมื่อร้อยปีก่อน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ภายในอีกสิบปีข้างหน้า GDP โลกอาจจะขยายตัวได้มากกว่าเดิมถึง 15% เมื่อเทียบกับการที่โลกเติบโตไปในทิศทางปกติโดยไม่มี AI ดังนั้น โอกาสสำคัญรอเราอยู่ครับ
ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องนี้เปรียบเสมือนดาบสองคมครับ มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเราเห็นผลกระทบในหลายรูปแบบ อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมในไทยเมื่อปี 2554 แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดแต่ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไม่ได้กระทบแค่พื้นที่นั้น ๆ แต่ส่งผลกระทบไปทั้งระบบเศรษฐกิจ ลองนึกถึงการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมยานยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่เกิดจากภัยน้ำท่วมครั้งนั้นสิครับ งานวิจัยของเราจึงได้พยายามประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจโลก โดยใช้แบบจำลองความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของ PwC ร่วมกับงานวิจัยภายนอกที่ดีที่สุด เพื่อทำการประเมิน
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด คุณจะเห็นภาพของเศรษฐกิจที่มีทั้งโอกาสในการเติบโตอย่างมหาศาล และความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจจะมากกว่าที่ผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ในแผนการเติบโต ซึ่งเราอาจจะกำลังประเมินผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในทศวรรษหน้าต่ำเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสทางนวัตกรรมที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจและพลังงานโลก
งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า หากทั้งสองปัจจัยขับเคลื่อนนี้สมดุลกัน เราอาจเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมได้ราว 10% ในทั่วทุกภาคส่วน ซึ่งมากพอที่จะชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพเสียอีกครับ
จิรายุตม์
ปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้กำลังนำไปสู่ก้าวโดเมนแห่งการเติบโต’ ที่สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าทางธุรกิจกำลังเปลี่ยนทิศทางไปอย่างไร คุณช่วยอธิบายและเล่าถึงโดเมนเหล่านี้บางส่วนให้เราฟังหน่อยได้ไหมครับ ว่าสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างไรบ้าง
อัลเลน
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ‘โดเมนแห่งการเติบโต’ เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการพูดถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการร่วมมือกันข้ามอุตสาหกรรมที่กำลังเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกของ PwC พบว่า ประมาณ 35% ของบริษัทต่าง ๆ เริ่มมีรายได้จากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตนเองในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และรายได้ส่วนนั้นมีสัดส่วนสูงถึง 20% หรือมากกว่านั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังเกิดขึ้นจริง
สำหรับโดเมนแห่งการเติบโตที่เราพูดถึงนี้ คือ วิธีคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยี ความยั่งยืน และปัจจัยขับเคลื่อนอื่น ๆ มาบรรจบกัน ผมขอยกตัวอย่างบางส่วนที่น่าจะใกล้ตัวคนไทยมาเล่าให้ฟังครับ อย่างเรื่องระบบนิเวศการเดินทาง (mobility ecosystem) ผมมองว่าประเทศไทยอยู่ในแถวหน้าเลย เมื่อพิจารณาจากบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) ทั่วทวีปเอเชีย รวมถึงกลุ่มธุรกิจพลังงานและเครือข่ายสถานีชาร์จที่กำลังเกิดขึ้นในไทย หรือแม้แต่ธนาคารเองก็เริ่มออกสินเชื่อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะ ซึ่งมีกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายครับ สิ่งเหล่านี้คือความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการซื้อ ขาย และใช้งานรถยนต์ ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับตลอด 100 ปีที่ผ่านมา
ลองมองย้อนกลับไปในภาพกว้าง หนึ่งในสมมติฐานหลักของงานวิจัยนี้คือ ระบบอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างเร็วครับ คุณอาจนึกภาพตามไม่ออก จนกว่าจะมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 125 ปีก่อนตอนที่ระบบอุตสาหกรรมปัจจุบันของเราเริ่มก่อตัวขึ้น ตอนนั้นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมากเช่นกันครับ โดยเป็นผลมาจากสิ่งต่าง ๆ เช่น การผลิตและกระจายน้ำมันอย่างแพร่หลาย และการวางท่อส่งน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงประมาณ 20 ปี จู่ ๆ เครือข่ายการขนส่งทั้งหมดก็เปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ได้ทันที
หรือแม้แต่การปฏิวัติครั้งใหญ่ในด้านการกระจายและการผลิตสินค้าอย่างอาหารด้วย จากเดิมที่เกษตรกรรมกระจายตัวอยู่ทั่วไป ก็เปลี่ยนมาเป็นการเพาะปลูกด้วยเครื่องจักรกลขนาดใหญ่และการผลิตอาหารรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถส่งสินค้าที่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้วในอดีต เรื่องราวของโดเมนแห่งการเติบโตจึงเป็นวิธีคิดว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้นในสเกลปัจจุบันจะเป็นอย่างไร เช่น การเดินทาง ที่มีความจำเป็นและโอกาสครั้งใหญ่ในเรื่องการลดคาร์บอนและเทคโนโลยี หรือเรื่องการก่อสร้าง ที่เป็นโอกาสใหญ่ของภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเรื่องการดูแลสุขภาพ ที่เทคโนโลยีและการรักษาทางไกล (telehealth) มาผสมผสานกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำในการนำเสนอบริการนวัตกรรมสุขภาพให้แก่ผู้คนจากทั่วโลก
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในหลายภาคส่วน และที่สำคัญยังมีโดเมนที่เป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง เช่น วิธีที่เราเชื่อมต่อและประมวลผลข้อมูลทั่วโลก รวมไปถึงวิธีการจัดหาเงินทุนและการประกันภัย ซึ่งการระดมทุนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศก็กำลังสร้างรูปแบบความเสี่ยงใหม่ ๆ ขึ้นมา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน แม้ว่าเราจะยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหนและภาคส่วนใดจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุด แต่โอกาสที่เกิดขึ้นจากโดเมนต่าง ๆ เหล่านี้ก็เปิดกว้างสำหรับบริษัทเกือบทุกแห่งครับ
อย่างไรก็ตาม มีทั้งโอกาสเชิงรุกที่บริษัทจะขยายบทบาทไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านนี้ และอาจจะมีภัยคุกคามจากภายในด้วยเช่นกัน เพราะในขณะที่คุณกำลังมองหาช่องทางในการนำศักยภาพของคุณไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การเดินทาง หรือการก่อสร้าง คุณเชื่อเถอะว่าบริษัทอื่น ๆ ก็กำลังจับตามองคุณและอุตสาหกรรมของคุณอยู่ เพื่อหาทางเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมของคุณได้เช่นกันครับ
จิรายุตม์
และตัวอย่างเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผมมีคำถามในแง่ของการนำไปปฏิบัติสำหรับผู้นำครับ โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ มีการเน้นย้ำว่า ความเชื่อมั่น AI และความยั่งยืน คือฟันเฟืองสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต หากมองจากภาพรวมระดับโลก ผู้นำธุรกิจในตลาดเกิดใหม่จะเริ่มสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในด้านเหล่านี้ได้อย่างไรครับ
อัลเลน
ผมมองว่าผู้เล่นในตลาดเกิดใหม่มีโอกาสสูงมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและก้าวกระโดดในด้านเหล่านี้ครับ และจริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างความเชื่อมั่น เทคโนโลยี และความยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ ตามมา
ลองนึกถึงตัวอย่างที่เราเพิ่งคุยกันไป เช่น รถ EV และบริการด้านพลังงาน หรือวัสดุคาร์บอนต่ำและความยืดหยุ่นในการส่งออก สิ่งเหล่านี้คือจุดที่ตลาดเกิดใหม่มีโอกาสในการเป็นผู้นำ หรืออย่างเกษตรกรรมสีเขียวแบบยั่งยืน (bio-circular green agriculture) ซึ่งประเทศในตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่มักมีโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นด้านเกษตรกรรมอยู่แล้ว และด้วยทำเลที่ตั้งในซีกโลกใต้ ทำให้กลุ่มประเทศนี้มีแต้มต่อในการรับมือกับผลกระทบจากความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศก่อนใคร
จุดนี้คือโอกาสให้ตลาดเกิดใหม่สามารถแสดงความเป็นผู้นำได้ และทำให้ความเชื่อมั่น เทคโนโลยี และความยั่งยืนมาบรรจบกันพอดี
ความเชื่อมั่นคือรากฐานสำคัญ ผู้นำต้องมีความโปร่งใส มีจริยธรรม และเปิดรับความหลากหลาย สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ซึ่งน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในประเทศของผมเองอย่างสหรัฐอเมริกา) นั่นคือ ความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับจริยธรรม ภาวะผู้นำ และบทบาทของผู้เล่นยักษ์ใหญ่หน้าเดิมในการเป็นผู้กำหนดมาตรฐานโลกนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมมองว่าช่องว่างนี้ กำลังสร้างโอกาสให้ตลาดเกิดใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโดยใช้ความเชื่อมั่นเป็นจุดขายครับ
ผมยังมองด้วยว่า ความยั่งยืนเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อม ๆ กันในจุดนี้ ความเชื่อมั่นจะกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน โดยมาในรูปแบบของการเปิดเผยข้อมูล มาตรฐาน ความชัดเจน และความโปร่งใส ผมคิดว่าด้วยบทบาทของตลาดเกิดใหม่หลายแห่งที่เป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก ผู้นำในตลาดเหล่านี้อาจจะมีประสบการณ์และผ่านการเรียนรู้มามากพอสมควร ซึ่งน่าจะช่วยให้พวกเขากลายเป็นผู้นำในการวางกลยุทธ์ความยั่งยืนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นได้
เทคโนโลยีคืออีกหนึ่งเหตุผลที่จะทำให้เรามีอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ และประเทศเศรษฐกิจตะวันตกไม่ได้ถือครองสิทธิขาดในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแต่อย่างใด อันที่จริง สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดในช่วงสิบปีที่ผ่านมาคือ ‘การกระจายเทคโนโลยีสู่ทุกคน’ (democratisation of technology) ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะยิ่งเติบโตขึ้นอีกด้วยพลังของ AI การรวมกันของปัจจัยทั้งหมดนี้อาจส่งผลดีต่อจุดแข็งของตลาดเกิดใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนทั้งโลกครับ
จิรายุตม์
นั่นช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยครับว่าผู้นำในยุคนี้ควรทำอย่างไรบ้าง ทีนี้ขอเปลี่ยนประเด็นไปที่เรื่องที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของอนาคตในสามรูปแบบ ซึ่งประกอบไปด้วย การเปลี่ยนผ่านบนพื้นฐานความเชื่อมั่น การเปลี่ยนผ่านที่ตึงเครียด และยุคสมัยที่ปั่นป่วน คุณช่วยอธิบายได้ไหมครับว่าทั้งสามรูปแบบนี้คืออะไร และจะช่วยให้ผู้นำรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร
อัลเลน
ได้เลยครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าความเป็นไปได้เหล่านี้คือการจำลองภาพแบบง่าย ๆ เพราะในความเป็นจริงโลกซับซ้อนกว่านั้นมาก และเราไม่ได้พยายามจะทำนายให้ถูก 100% แต่เราต้องการชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงและโอกาสส่งผลต่อกันอย่างไร ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมในการเติบโตที่แต่ละบริษัทต้องเจอมีความแตกต่างกันออกไปครับ
แนวคิดของการเปลี่ยนผ่านบนพื้นฐานความเชื่อมั่น คือ การมองในแง่ดีว่าหากทุกอย่างเป็นไปได้ราบรื่น โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีและ AI โดยความเชื่อมั่นหรือความไว้วางใจนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญมากครับ เพราะ AI ไม่เหมือนไฟฟ้าที่เราแค่กดสวิตช์เปิด-ปิดแล้วจบไป แต่การจะดึงประสิทธิภาพจาก AI ที่เราลงทุนไปออกมาให้ได้สูงสุดนั้น มีอุปสรรคมากมาย
เราต้องเชื่อมั่นใน AI ว่าใช้งานได้จริง และเราต้องนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในองค์กรอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น จนไปถึงระดับที่ทำให้กำไรโตขึ้นถึง 15% โดยประมาณ ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น มีมาตรฐานระดับโลก บริษัททำงานได้อย่างราบรื่นโดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดี และมีแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ AI ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
เมื่อเรามีฐานรากของความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง ก็จะทำให้ความก้าวหน้าในเรื่องกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนทางสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องง่าย ซึ่งความเป็นไปได้นี้เป็นการรวมเอาข้อดีของ AI มาบวกกับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดคาร์บอน ข่าวดีก็คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้จากการปฏิรูปด้วย AI นั้น ‘มากพอ’ ที่จะนำมาชดเชยค่าใช้จ่ายที่ใช้ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อเร่งการลดคาร์บอนในเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งถือเป็นภาพอนาคตที่เป็นบวกมาก ๆ ครับ
ถัดมาก็จะเป็นความเป็นไปได้ที่ลดระดับปัจจัยบวกลงมา ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านที่ตึงเครียด และยุคสมัยที่ปั่นป่วนครับ
ยุคสมัยที่ปั่นป่วน อันนี้คือขั้วตรงข้ามเลยครับ เป็นกรณีที่ไม่มีมาตรฐานในการใช้เทคโนโลยี ต่างคนต่างทำเพื่อตัวเอง เป้าหมายของบริษัทอยู่เหนือความต้องการของสังคมที่อยากให้ AI มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่ค่อยสนใจเรื่องการนำผลกำไรมาสร้างงานใหม่ให้ผู้คน เป็นโลกที่ทุกคนต้องพยายามเอาตัวรอดเอง ผลประโยชน์โดยรวมจึงน้อยลง ทำให้ไม่มีงบประมาณเหลือไปช่วยเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นในกรณีนี้ครับ
ส่วนการเปลี่ยนผ่านที่ตึงเครียด จะอยู่กึ่งกลางระหว่างสองแบบแรกครับ เราคิดว่าการมองโลกแบบนี้มีประโยชน์ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว คือ มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเร็วและขอบเขตของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น การเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ AI และสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า ผลประโยชน์ด้านผลิตภาพที่จะเพิ่มขึ้นนั้นจะมาอย่างรวดเร็วและจริงจังแค่ไหน และจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ เราหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นการเตือนใจอย่างสร้างสรรค์ให้กับผู้นำทั่วโลกว่าเราทุกคนควรต้องร่วมมือและไว้ใจซึ่งกันและกันเพื่อเปิดรับทั้งโอกาสและความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญ โดยควรพยายามที่จะขยายแบ่งปันโอกาสร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างแย่งชิงส่วนของตัวเอง
จิรายุตม์
การร่วมมือกันดูเหมือนจะเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ และความเป็นไปได้ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ช่วยให้ผู้นำเข้าใจภาพรวมที่ซับซ้อนได้ชัดเจนขึ้น เพื่อเป็นการสรุปทิ้งท้าย เรามาพูดถึงการนำไปปรับใช้ครับ มีขั้นตอนในทางปฏิบัติอะไรบ้างที่ผู้นำธุรกิจสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกจาก Value in Motion ไปปรับใช้ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
อัลเลน
ในงานวิจัยของเรา เราเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น ‘ความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโฉมธุรกิจ’ ครับ ซึ่งมีสามมิติที่ผู้นำต้องพิจารณาในการปรับโฉมธุรกิจ และในบางแง่มุมก็รวมถึงการปรับปรุงตัวผู้นำเองด้วย
อย่างแรกคือ การกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมอย่างจริงจัง ผู้นำต้องเน้นย้ำอย่างจริงจังไปที่การสร้างนวัตกรรมในโมเดลธุรกิจ โมเดลการดำเนินงาน และโมเดลด้านพลังงาน โดยเรื่องราวของโดเมนการเติบโต การเปลี่ยนผ่าน และการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่เรากำลังพูดถึงในงานวิจัยนี้ จะต้องอาศัยผู้นำและบริษัทแถวหน้าในการเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ เปลี่ยนวิธีที่บริษัทดำเนินงาน และเปลี่ยนวิธีที่พวกเขาใช้หรือผลิตพลังงาน
และความจำเป็นด้านนวัตกรรมนี้จะมีแต่เพิ่มขึ้นครับ งานวิจัยด้านการจัดการแทบทุกชิ้นระบุว่า บริษัทต่าง ๆ มักจะ ‘พูด’ เรื่องนวัตกรรมได้เก่งกว่า ‘ลงมือทำ’ จริง ๆ การสร้างนวัตกรรมเป็นเรื่องยาก และเราเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่คุณต้องพยายามทุ่มเทเป็นสองเท่าหรือสามเท่าเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมของคุณให้แข็งแกร่งขึ้น
มิติที่สอง คือ การคิดถึงแหล่งที่มาใหม่ ๆ ของความได้เปรียบทางการแข่งขัน คุณสามารถคิดถึงเรื่องการแข่งขันด้านเทคโนโลยี และหาคำตอบว่าความได้เปรียบของคุณคืออะไรในยุคการปฏิวัติผลิตภาพด้วย AI ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ AI จะเข้ามาช่วยส่งเสริม
นอกจากนี้ คุณยังสามารถคิดถึงการแข่งขันในเรื่องความไว้วางใจและการสร้างความร่วมมือและพันธมิตร เราได้พูดถึงเรื่องระบบนิเวศทางธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้จะทำได้ง่ายขึ้น หากองค์กรของคุณได้รับความไว้วางใจ และมีโมเดลธุรกิจที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เป็นธรรมกับพันธมิตรของเรา และมีความโปร่งใสเป็นพื้นฐาน
และยังมีการแข่งขันในเรื่องทรัพยากรที่ขาดแคลนอีกด้วยครับ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและทรัพยากรไปได้เร็วแค่ไหน เราทุกคนล้วนต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านอุปทาน นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรอื่น ๆ ที่หาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ หรือวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การบริหารจัดการทรัพยากรที่ขาดแคลนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งที่มาสำคัญของความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
มิติที่สามเกี่ยวข้องกับองค์กรและตัวผู้นำเอง เราต้องคิดถึงวิธีการก้าวข้ามอุปสรรคที่อาจทำให้เราชะงักจากการพัฒนาที่เราต้องการ ซึ่งรวมถึงการขาดความพร้อมและการขาดความสามารถในการนำองค์กรให้เดินหน้าไปพร้อมกับเป้าหมายธุรกิจและกฎระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลง โลกที่เรากำลังพูดถึงอาจจะต้องมีการปรับกฎระเบียบใหม่ การเตรียมตัวให้พร้อมและมองหาช่องทางในการเปลี่ยนแปลงนี้ให้กลายเป็นโอกาสแทนที่จะเป็นอุปสรรค นี่คือโอกาสสำคัญที่สามที่เราควรใส่ใจ
โดยเฉพาะเรื่องทักษะความสามารถ มีคำถามว่าบริษัทต้องการจะพัฒนาความสามารถขึ้นมาเอง หรือได้มาจากการซื้อกิจการหรือความร่วมมือ ซึ่งก็คือความร่วมมือในรูปแบบระบบนิเวศทางธุรกิจนั่นเอง สำหรับผู้นำองค์กร ประเด็นเหล่านี้ต้องนำมาใส่ไว้ในวิสัยทัศน์ที่คุณพยายามจะขับเคลื่อน ทั้งในการพูดคุยระดับผู้บริหารระดับสูง และการมอบอำนาจให้ผู้นำทีมหรือหน่วยธุรกิจอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและมองหาความได้เปรียบในการแข่งขันใหม่ ๆ รวมถึงการวางระบบจูงใจให้เหมาะสม เพื่อให้พนักงานของคุณไม่ได้แค่ร่วมทางไปกับคุณ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยนำทางองค์กรให้ประสบความสำเร็จด้วยครับ
ผมขออนุญาตยกตัวอย่างข้อมูลชุดหนึ่งจาก ‘ผลสำรวจความหวังและความกลัวของแรงงานทั่วโลกของ PwC’ ฉบับล่าสุด เกี่ยวกับการใช้ AI พบว่า มีแรงงานทั่วโลกเพียงประมาณ 15% เท่านั้นที่บอกว่าใช้ AI ทุกวัน ซึ่งตัวเลขนี้จะต่างกันไปในแต่ละภาคส่วน แต่ค่าเฉลี่ยที่ 15% นี้ก็ยังถือว่าต่ำเกินไปที่จะสร้างผลประโยชน์ด้านผลิตภาพในวงกว้างอย่างที่เราคาดหวังกันไว้ในโมเดลต่าง ๆ เหล่านี้ครับ
เหตุผลหนึ่งที่เราพบจากข้อมูลคือ พนักงานรู้สึกถูกกดดันจากการเข้ามาของเทคโนโลยีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับงานและบทบาทของพวกเขา นี่จึงเป็นโอกาสของผู้นำเช่นกัน ที่จะสร้างวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ผนวกทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ทั้งองค์กรและตัวพนักงานไปพร้อมกันครับ
จิรายุตม์
แม้ว่าทุกวันนี้โลกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับผู้นำธุรกิจที่เตรียมพร้อมเสมอ
และเราก็มาถึงช่วงสุดท้ายของวันนี้ครับ ต้องขอขอบคุณ คุณอัลเลน เว็บบ์ เป็นอย่างมาก ที่มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเจาะลึกจากงานวิจัย Value in Motion ของ PwC และช่วยให้เราเข้าใจว่ากระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าอนาคตของธุรกิจไปในทิศทางไหนครับ
อัลเลน
ขอบคุณมากครับที่เชิญผมมาในวันนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ
จิรายุตม์
หากคุณคิดว่ารายการวันนี้มีประโยชน์ อย่าลืมกดแชร์และกดติดตามช่องทางต่าง ๆ ของ PwC ประเทศไทย ได้ทั้งทาง Spotify, YouTube และ SoundCloud ด้วยนะครับ
เราจะยังคงนำเสนอเนื้อหากันต่อไปว่า ธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างไร
ขอขอบคุณที่เข้ามารับฟังพอดคาสต์ของเราครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า เราจะนำเสนอข้อมูลเจาะลึกที่จะช่วยคุณคว้าโอกาสในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วครับ
Marketing and Communications
Bangkok, PwC Thailand
Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29