Value in Motion พลิกมุมมองเชิงลึกระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจของไทย

ไทยกับการปฏิรูปภาษีปี 2569: ความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้นำธุรกิจ

PwC Thailand Spotlight podcast series

การปฏิรูประบบภาษีของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังมีการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับแนวทาง OECD และการบังคับใช้กฎหมายผ่านข้อมูลและระบบดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น

ในพอดคาสต์ตอนนี้ PwC Thailand จะพาคุณเจาะลึกทิศทางภาษีไทยในปี 2569 ตั้งแต่แนวโน้มการปรับขึ้น VAT ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ e‑Tax, Risk‑Based Audit (RBA) และมาตรการภาษีระดับสากลอย่างการกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่เท่ากันทั่วโลก (Global Minimum Tax)

ร่วมฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ PwC ว่าเหตุใดโลกภาษีใหม่จึงเป็นโลกที่ทุกธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้บริหารควรเริ่มเตรียมความพร้อมอย่างไร เพื่อบริหารความเสี่ยง เสริมความแข็งแกร่งด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อไม่ให้ภาษีกลายเป็นต้นทุนในระยะยาว

รับฟังทั้งหมดนี้ได้จากพอดคาสต์ของเรา
 

Video

ไทยกับการปฏิรูปภาษีปี 2569:

22:52
More tools
  • Closed captions
  • Transcript
  • Full screen
  • Share
  • Closed captions

Playback of this video is not currently available

Transcript
ติดตามพอดคาสต์

แขกรับเชิญ

คุณนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย

คุณนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย
หัวหน้าสายงานกฎหมายและภาษี
บริษัท PwC ประเทศไทย
Email

ถอดเสียง

ปิยะณัฐ สวนอภัย
PwC Thailand Spotlight ทุกข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ในการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและทั่วโลก รับฟังได้จากที่นี่

สวัสดีค่ะ ดิฉัน ปิยะณัฐ สวนอภัย รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณผู้ฟังคะ เป็นประจำของทุกปีที่หลังจากเปิดศักราชใหม่ ทาง PwC ประเทศไทย จะมาอัปเดตเทรนด์สำคัญ ๆ ที่อาจส่ง
ผลกระทบกับธุรกิจไทยให้ทุกท่านได้รับทราบ และสำหรับพอดคาสต์ของเราในตอนนี้ เราเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก PwC ประเทศไทย มาพูดคุยกันถึงมาตรการด้านกฎหมายและภาษีของไทย ที่เริ่มเห็นการปฏิรูปกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่เราเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD นะคะ

วันนี้ดิฉันอยู่กับ คุณนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หัวหน้าสายงานกฎหมายและภาษี บริษัท PwC ประเทศไทย ที่จะมาอัปเดตความคืบหน้าของการปฏิรูปกฎหมายและภาษีของไทยว่า ในปี 2569 นี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้เสียภาษี จะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

สวัสดีค่ะ คุณนิพันธ์

นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย
สวัสดีครับ คุณเอิง

ปิยะณัฐ
ก่อนที่เราจะพูดคุยถึงแนวโน้มภาษีในปี 2569 อยากให้คุณนิพันธ์ช่วยอัปเดตสักนิดค่ะว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งปีแล้ว มาตรการปฏิรูปภาษีของไทยมีความคืบหน้าไปอย่างไรบ้างคะ

นิพันธ์
ถ้าคุณเอิงจำได้ จากการพูดคุยในปีที่แล้ว ผมเคยพูดไว้สองถึงสามเรื่องที่อยากให้ผู้เสียภาษีจับตาดูในปี 2568

เรื่องแรกคือ การที่กรมสรรพากรปัดฝุ่นและเริ่มนำระบบที่เราเรียกว่า ระบบการตรวจสอบบนพื้นฐานความเสี่ยง (Risk-Based Audit System: RBA) มาใช้ในการคัดเลือกรายชื่อผู้เสียภาษีขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จากเคสที่ PwC รวมถึงตัวผมเองได้เข้าไปช่วยดูแลผู้เสียภาษีในกรณีที่ถูกตรวจสอบทางภาษี เราได้เรียนรู้ว่า เคสที่สรรพากรหยิบขึ้นมาตรวจสอบ ส่วนใหญ่แล้วเป็นการคัดเลือกรายชื่อโดยผ่านระบบ RBA รวมถึงประเด็นที่จะถูกตรวจสอบนั้น ก็ถูกเลือกขึ้นมาด้วยระบบนี้เช่นกัน

ตรงนี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ระบบข้อมูลหลังบ้านของกรมสรรพากรมีความก้าวหน้าขึ้นมาก หลายครั้งต้องบอกเลยว่าตรวจพบได้อย่างไร และไม่ใช่แค่ตรวจพบได้อย่างไรนะครับ ในแง่ของการต่อสู้ในนามผู้เสียภาษี บางเรื่องแทบจะไม่สามารถโต้แย้งได้เลย อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง

อีกประเด็นหนึ่งที่เราคุยกับผู้เสียภาษีไว้ในปีที่ผ่านมา คือ เรื่อง Pillar Two หรือ Global Minimum Tax (อัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อผู้ประกอบการในวงกว้าง เพราะหลักการของ Global Minimum Tax จะบังคับใช้กับกลุ่มกิจการขนาดใหญ่ คือ กลุ่มที่มียอดรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไป ภายในสามปีย้อนหลัง

ในหนึ่งปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ดำเนินการออกกฎหมายมารองรับมาตรฐานสากลใหม่นี้ ซึ่งปีที่ผ่านมาก็มีการออกกฎหมายมาแล้วประมาณสี่ถึงห้าฉบับครบถ้วน ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานและไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ดังนั้น ในมุมของตัวบทกฎหมายจึงไม่น่าเป็นห่วง ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปปฏิบัติจริงครับ

สำหรับการปฏิบัติ เราจะเริ่มเห็นการจัดทำรายงานส่งให้ทางกรมสรรพากรตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป คือ ปี 2570 และหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบ ดังนั้น ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงการเตรียมความพร้อม การประเมินตนเอง และการคาดการณ์ว่ากฎหมายที่จะออกมานั้น จะสอดคล้องกับแนวทางของ OECD หรือไม่ ซึ่งผลออกมาว่าสอดคล้องกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในปีที่แล้ว และต้องเรียนตามตรงว่าผมเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน แต่ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี ก็คือ มาตรการ ‘Fast Track’ ครับ ซึ่งเป็นมาตรการที่กรมสรรพากรได้ประกาศใช้ในช่วงปลายปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่ยื่นขอคืนภาษี ได้รับเงินคืนภาษีรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยกรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขว่า หนึ่ง ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ไว้แล้ว สอง ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงสูงตามระบบ RBA โดยกรมสรรพากรจะใช้ระบบ RBA ในการตรวจสอบ หากระบบ RBA ระบุว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก กรมสรรพากรก็จะดำเนินการคืนภาษีให้เลย

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาครับ

ปิยะณัฐ 
แล้วอย่างปีนี้ หลังจากที่เราได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว คุณนิพันธ์คิดว่าจะมีผลกับทิศทางการปฏิรูปภาษีของประเทศไทยอย่างไรบ้างคะ มีประเด็นด้านภาษีอะไรที่เราควรต้องติดตามเป็นพิเศษหรือไม่คะ โดยเฉพาะเรื่องการปรับขึ้น VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่คะ

นิพันธ์
สำหรับปี 2569 ผมยังมั่นใจว่าจะมีมาตรการด้านภาษีออกมาอีกพอสมควร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เริ่มไว้ในปี 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกรมสรรพากร และในขณะเดียวกันก็เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้เสียภาษีด้วย

ในส่วนของ VAT ผมมองว่า อย่างไรแล้วก็มีโอกาสต้องปรับขึ้นครับ เพราะ VAT เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐ และรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ก็คงต้องเร่งให้มีการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา GDP ของเราเติบโตค่อนข้างต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ผมจึงคิดว่าคงต้องขึ้น VAT เพียงแต่จะขึ้นเร็วหรือช้า อันนี้ต้องรอดูทิศทางนโยบายของรัฐบาลอีกที ว่าจะเร่งความเร็วในการนำนโยบายไปปฏิบัติแค่ไหน

อีกมุมหนึ่งที่อยากให้มองในเรื่อง VAT คือ เราต้องลองดูว่า ประเทศไทยกำลังจะเป็นประเทศเดียวที่ขึ้น VAT หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอัตรา VAT ของประเทศไทยตอนนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในโลก หากพิจารณาเฉพาะประเทศในเอเชีย ประเทศส่วนใหญ่จัดเก็บ VAT กันที่อัตรา 10% ขึ้นไป บางประเทศสูงถึง 18% ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในมุมมองระดับมหภาค ผมคิดว่า หากจะมีการปรับ VAT ขึ้นทีละขั้น เช่น เพิ่มขึ้นทีละ 0.5%, 1% หรือ 1.5% แบบค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป ก็ไม่น่าจะส่ง
ผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือนักลงทุนมากนักครับ

ปิยะณัฐ
แสดงว่าคุณนิพันธ์มองว่า VAT น่าจะขึ้นแบบเป็นสเต็ป มากกว่าการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 7% เป็น 10% ทันทีใช่ไหมคะ

นิพันธ์
ผมไม่คิดว่าจะปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดในครั้งเดียวครับ เพราะถ้าดูจากปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดถึงการขึ้น VAT ท่านระบุว่าเป็นในลักษณะค่อย ๆ ขึ้นเป็นสเต็ป ซึ่งผมมองว่าแนวทางแบบนั้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมองเห็นโรดแมปซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะสามารถวางแผนการซื้อและการใช้จ่ายล่วงหน้าได้ และไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคแบบครั้งเดียว

การปรับขึ้นจาก 7% เป็น 10% ในครั้งเดียวนั้น ลองนึกภาพดูครับว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าปรับขึ้นแบบเป็นสเต็ปก็จะช่วยลดแรงต้านจากผู้บริโภคและลดแรงเสียดทานลงได้ครับ

ปิยะณัฐ
นอกจากมาตรการ VAT แล้ว ยังมีมาตรการอื่น ๆ ที่เราต้องติดตามเป็นพิเศษในปีนี้หรือไม่คะ

นิพันธ์
คือผมยังเน้นเรื่องโรดแมปในการเป็น ‘Digital Revenue Department’ ของกรมสรรพากรอยู่นะครับ ปีนี้ผมคิดว่าระบบ RBA ก็จะยังคงอยู่ และเป็นแพลตฟอร์มหลักที่กรมสรรพากรใช้ โดยอาจจะมีการอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 2 หรือ 3 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกรายชื่อผู้เสียภาษี และประเด็นการตรวจสอบให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรบุคคล และทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น

ประเด็นถัดมาคือ แนวโน้มที่เราเริ่มเห็นตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่จะชัดเจนมากในปี 2569 คือ การขยายขอบเขตการตรวจภาษี จากเดิมที่เป็นการตรวจสภาพกิจการทั่วไป ปีนี้เราจะเห็นกรมสรรพากรเริ่มตรวจเรื่อง Transfer Pricing (การกำหนดราคาโอน) ของธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือมากขึ้น โดยมีการส่งจดหมายให้ผู้เสียภาษีนำส่งข้อมูลและเอกสารด้าน Transfer Pricing ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าการตรวจด้านนี้จะเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นคือ เรื่อง e-Tax ผมคิดว่าในภูมิภาคนี้ เราเป็นประเทศที่ปรับตัวเรื่อง e-Tax ได้ช้าที่สุด การมีระบบ e-Tax ช่วยให้กรมสรรพากรได้ข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเกือบจะเรียลไทม์ ซึ่งกรมสรรพากรสามารถติดตามธุรกรรมได้ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ว่าจะผ่านคู่ค้ากี่รายก็สามารถติดตามได้ทั้งหมด

ประเทศที่นำระบบ e-Tax มาใช้ แทบไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการตรวจสอบอื่นเพิ่มเติม แต่จะทำให้การจัดเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้นอัตโนมัติราว 15–20% เพราะฉะนั้นถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้ระบบจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพโดยชัดเจน

นอกจากนี้ e-Tax ยังมีประโยชน์อีกสองด้าน เรื่องแรกคือ ช่วยดึงผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษี เพราะหลังจากใช้ระบบ e-Tax แล้ว เราจะเริ่มเห็นภาพว่าในห่วงโซ่อุปทานจุดไหนที่ขาดการเชื่อมต่อ จึงทำให้เรารู้ว่าใครยังไม่เข้าระบบภาษี กรมสรรพากรก็ใช้เครื่องมือนี้ไปเชิญบุคคลเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้ เรื่องที่สองคือ ช่วยป้องกันการโกง VAT ซึ่งมีประสิทธิภาพอย่างมากในต่างประเทศ

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า e-Tax น่าจะอยู่ในโรดแมปของกรมสรรพากร ก็ต้องรอดูว่านโยบายภาครัฐจะเลือกเดินอย่างไร จะตัดสินใจดำเนินการเต็มรูปแบบในปีนี้เลย หรือจะทยอยทำทีละเฟส

สุดท้ายที่อยากให้จับตาดูคือ เรื่องหวยใบเสร็จครับ หวยใบเสร็จคือการให้ผู้บริโภคอย่างพวกเราขอใบเสร็จจากร้านต่าง ๆ เมื่อซื้อสินค้าหรือรับประทานอาหาร ผมคาดว่ากรมสรรพากรจะพยายามออกแบบระบบนี้ให้เรียบง่าย ทุกคนเข้าถึงได้ และไม่เพิ่มต้นทุนให้ร้านผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก หากร้านผู้ประกอบการรายเล็กสามารถออกใบกำกับภาษีในรูปแบบ e-Tax ให้ผู้บริโภคได้ และผู้บริโภคสามารถนำตัวเลขบนใบกำกับภาษีไปลุ้นโชคได้ ก็จะช่วยให้กรมสรรพากรดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้อีกเหมือนกัน

แล้วหากองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น e-Tax หรือการดึงผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบเข้ามา รวมถึงมาตรการหวยใบเสร็จ ดำเนินไปพร้อมกัน กรมสรรพากรจะได้ฐานข้อมูลที่ดีและสะอาด เมื่อถึงจุดนั้น ผมคิดว่ากรมสรรพากรจะนำ AI เข้ามาช่วย ไม่ใช่แค่ RBA แต่จะให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียภาษีเบื้องต้น เหมือนมี ‘AI officer’ คนหนึ่งที่ช่วยกรมสรรพากรคอยกำกับดูแลว่า ผู้เสียภาษีได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องครบถ้วนในเรื่องการเสียภาษีหรือไม่ครับ

ปิยะณัฐ 
ฟังจากที่คุณนิพันธ์เล่า ดิฉันจับใจความได้ว่า มาตรการที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ ระบบ e-Tax และการนำ RBA เวอร์ชัน 2 มาใช้ นอกจากนี้ แนวทางปฏิบัติสำหรับ Global Minimum Tax รวมไปถึงการตรวจสอบ Transfer Pricing ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานภาษีของไทยไปสู่การเป็นสมาชิก OECD ด้วยหรือไม่คะ และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ประเทศไทยต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่คะ

นิพันธ์
ตอนนี้ประเทศไทยเองมีความตั้งใจที่จะเข้าเป็นประเทศสมาชิก OECD และได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโรดแมปต่าง ๆ ยังถือว่าเดินไปตามแผนการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในระยะเวลาอันใกล้คือ ตัวแทนจากประเทศสมาชิก OECD จะเดินทางมาทำการตรวจสอบในพื้นที่จริง หรือที่เรียกว่า physical audit หรือ physical check เพื่อยืนยันว่านอกเหนือจากข้อมูลบนกระดาษแล้ว ในข้อเท็จจริงเราได้ปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ อย่างแท้จริงหรือไม่ ซึ่งมีทั้งเรื่องภาษี สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และมิติอื่น ๆ อีกหลายด้าน

แต่ผมขอเน้นย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ และน่าจะเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาอีกพอสมควร ถึงแม้วันนี้เราจะยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์ แต่ประเทศไทยก็มีการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีกับประเทศต่าง ๆ หลายเรื่องไปแล้ว ในประเด็นใหญ่ ๆ อย่างน้อยสามเรื่อง คือ

เรื่องที่หนึ่ง Country-by-Country Report (CbCR) สำหรับกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มียอดรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไปในระดับบริษัทแม่ รายงาน CbCR นี้จะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทนั้นมีการลงทุน มีกิจการ มีพนักงาน และเสียภาษีอยู่ในประเทศไหนบ้าง ข้อมูลชุดนี้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศแล้ว กรมสรรพากรไทยจึงสามารถเห็นภาพรวมของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprises: MNEs) ที่เข้ามาลงทุนในไทยได้ ว่าบริษัทแม่เสียภาษีที่ไหน และมีบริษัทลูกกระจายอยู่ในประเทศไหนบ้าง ตลอดจนเสียภาษีอย่างไร

เรื่องที่สองที่กำลังจะตามมา คือ Global Minimum Tax (Pillar Two) ข้อมูลนี้จะช่วยให้กรมสรรพากรมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกว่า กลุ่มบริษัทเสียภาษีในแต่ละประเทศถึงอัตราขั้นต่ำที่ 15% หรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

เรื่องที่สาม การแลกเปลี่ยนข้อมูลถัดมาอยู่ในระดับบุคคลธรรมดา ที่เราเรียกว่า Common Reporting Standard (CRS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติต่างประเทศ เช่น คนที่มีสัญชาติอื่นแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย เสียภาษีในประเทศไทยอย่างไร ซึ่งเราสามารถส่งข้อมูลนี้กลับไปยังประเทศต้นทางของเขาได้

เรื่องสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา คือ Crypto Asset Reporting Framework ในอนาคตเราจะต้องมีการรายงาน
ข้อมูลคริปโต ว่าถือครองอะไรอยู่บ้าง มีการโอนหรือเปลี่ยนมืออย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนเพิ่มเติม

ทั้งสี่เรื่องนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยคิดขึ้นมาเอง แต่เรากำลังดำเนินตามมาตรฐานของ OECD ดังนั้น ถึงแม้วันนี้เราจะยังไม่ใช่สมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์ แต่เรากำลังพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของ community นี้ และยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บภาษี รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของเราให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลครับ

ปิยะณัฐ
มาตรการภาษีทั้งหมดที่เล่ามานี้ ส่งผลกระทบกับธุรกิจไทยอย่างไรบ้างคะ ไม่ว่าจะในแง่ของต้นทุนการดําเนินงาน หรือกระบวนการภายในของบริษัท

นิพันธ์
ใช้คำว่า ‘ต้นทุน’ ดีเลยครับ เพราะหลายคนมักคิดว่าการเสียภาษีเป็นต้นทุน ทั้งที่จริงแล้ว การเสียภาษีเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะในระดับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

ภาษีจะกลายเป็นต้นทุนก็ต่อเมื่อเราทำผิด เมื่อเราทำผิด เราจะมีภาระที่เกินกว่าหน้าที่ตามกฎหมายที่เราจะต้องเสีย โดยส่วนที่เกินมานั้นแหละครับ คือต้นทุนที่แท้จริง และเป็นต้นทุนที่ราคาแพงเสียด้วย

ผมย้ำเรื่องนี้มาตลอดว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ทุกอย่างเกี่ยวกับภาษีอยู่บนกระดาษแล้ว ทุกอย่างกำลังเป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อเราเห็นภาพว่าในอนาคต ข้อมูลทุกอย่างจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เราในฐานะบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ ก็หลีกเลี่ยงโลกดิจิทัลนี้ไม่ได้ และวันหนึ่งข้อมูลพวกนี้จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์ว่า ผู้เสียภาษีรายนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายภาษีหรือไม่ หากเราเห็นภาพวันนั้นชัดเจน ยังไงบทสรุปก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วครับ

ปิยะณัฐ
โดยสรุปแล้ว เราจะได้เห็นการตรวจสอบภาษีหรือมาตรการภาษีในปีนี้ ที่จะเข้มข้นและเป็นสากลมากขึ้นอย่างแน่นอน อยากขอคำแนะนำจากคุณนิพันธ์ว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนภาษี ควรต้องเริ่มจากจุดไหน หรือวางกลยุทธ์ทางภาษีกันอย่างไรดีคะ

นิพันธ์
สำหรับนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดเล็ก ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญครับ คุณต้องมองว่าการเสียภาษีเป็น ‘หน้าที่’ ที่เราต้องทำให้ถูกต้อง ซึ่งคำว่า ‘ถูกต้อง’ แปลว่า หนึ่ง เจ้าของกิจการต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องภาษี สอง พนักงานบัญชีต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องภาษีอากรด้วยเช่นกัน สาม หากพบว่าตนเองยังไม่รู้ ต้องเข้ารับการอบรม หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เพื่อให้มั่นใจว่าเราปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายภาษี

สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การทำภาษีให้ถูกต้องเริ่มตั้งแต่ทุกธุรกรรมที่เราทำ เราต้องรู้ว่าธุรกรรมแต่ละแบบมีภาระภาษีอะไร เช่น การขายของ เราคิด VAT ถูกต้องหรือไม่ การให้บริการมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ในการทำสัญญาต่าง ๆ มีการติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

เรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ถ้าหากเราทำได้ถูกต้องทุกขั้นตอน การคำนวณกำไรขาดทุนเพื่อเสียภาษีกลางปี และปลายปี รวมถึงการจัดเตรียมรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือน ก็มักจะไม่ผิดพลาด

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการต้องจริงจังกับการหาความรู้ด้านภาษีอากร เพื่อเตรียมความพร้อมให้ตัวเองในเรื่องนี้ อย่าลืมว่า ระบบ RBA ตรวจจับได้หมดนะครับ

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จากประสบการณ์ของเรา แนวปฏิบัติที่เห็นเป็น best practice ได้แก่:

ประการแรก หน่วยงานทางด้านภาษีจำเป็นจะต้องมีโครงสร้างการดำเนินงานด้านภาษี (tax operating model) ที่เหมาะสม และต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายภาษี มีทีมภาษีที่เข้าใจภาษีของแต่ละประเทศที่เราเข้าไปลงทุน ดังนั้น โมเดลของบุคลากรที่ดูแลเรื่องภาษีจะต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนว่า ในประเทศไทย บริษัทนี้ใครเป็นผู้ดูแลเรื่องภาษี และในกลุ่มบริษัทเรา ใครเป็นหัวหน้าฝ่ายภาษี

บริษัทไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องมีการรายงานว่า การปฏิบัติด้านภาษีเป็นอย่างไร บริษัทลูกแต่ละแห่งมีการส่งข้อมูลให้แก่หน่วยงานรัฐในแต่ละประเทศเป็นแบบไหน

นอกเหนือไปจากโครงสร้างแล้ว จะต้องมีการควบคุมดูแลสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่า บริษัทลูกในแต่ละประเทศของกลุ่มกำลังทำธุรกรรมอะไรบ้าง และเรามีการบริหารจัดการเรื่องเหล่านั้นอย่างไร ข้อมูลถูกส่งไปที่ใด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือเรื่องของการกำกับดูแล ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทขนาดใหญ่แตกต่างจากบริษัทเล็ก เราต้องมองภาพใหญ่ให้ออก ว่าการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษีในระดับ OECD และระดับแต่ละประเทศ ส่งผลกระทบต่อกิจการของเราอย่างไร จุดนี้ผมสังเกตเห็นว่าบริษัทไทยหลายแห่งยังไม่มีส่วนนี้ ซึ่งถือเป็น journey ที่ต้องมุ่งทำต่อไป

อีกเรื่องที่ผมอยากฝากไว้คือ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่า การปฏิบัติทางด้านภาษีนั้นมีผลกระทบตามมา การที่เราให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากรไม่ว่าจะในประเทศใด อาจส่งผลกระทบถึงบริษัทแม่ในประเทศไทยได้ ตรงนี้ผมเรียกว่า ‘การเข้าใจถึงผลกระทบ’ ซึ่งเราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อ เรามีบุคลากรที่รอบรู้ด้านภาษีโดยเฉพาะกฎหมายภาษีในประเทศที่เราเข้าไปลงทุน และบุคลากรกลุ่มนี้ต้องมีการทบทวนความรู้ และยกระดับทักษะอยู่ตลอดเวลา

จะเห็นได้ว่า ภาษีระหว่างประเทศเปลี่ยนไปอย่างมาก และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเยอะมาก หากเราบริหารจัดการเรื่องภาษีได้ครบถ้วน รอบด้าน การเสียภาษีตามหน้าที่จะไม่กลายเป็นต้นทุน แต่หากเรากำกับดูแลไม่ครบถ้วน แม้เราจะคิดว่าได้ทำตามหน้าที่แล้ว แต่ข้อผิดพลาดอาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง ถูกปรับ ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม ซึ่งตรงนั้นคือ ต้นทุนที่แท้จริงของกิจการเลยครับ

ปิยะณัฐ
ต้องขอขอบคุณคุณนิพันธ์ ที่มาร่วมแบ่งปันข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีในวันนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ

นิพันธ์
ขอบคุณครับ คุณเอิง

ปิยะณัฐ 
หวังว่าแฟนรายการของเราจะได้รับความรู้และแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายภาษี การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการตรวจสอบภาษี รวมไปถึงมาตรการภาษีใหม่ ๆ ที่่ธุรกิจจะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อวางแผนภาษีในอนาคตได้

สำหรับคุณผู้ฟังที่สนใจหรือมีคำถามเพิ่มเติม รวมถึงอยากติดตามประเด็นเศรษฐกิจและการลงทุนอื่น ๆ สามารถส่งความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเข้ามาได้ทางช่องทางของรายการทั้ง LinkedIn, X และ Facebook และหากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ PwC ประเทศไทย ได้ที่ www.pwc.com/th ค่ะ

ก่อนจากกัน อย่าลืมกด Like หรือ Follow ช่อง PwC Thailand Spotlight podcast series ของเราด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาดเนื้อหาที่น่าสนใจของรายการในครั้งหน้า

ส่วนในครั้งหน้า เราจะไปร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญท่านใด และมีหัวข้ออะไรที่น่าสนใจ ฝากติดตามรายการของเรากันด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้ เราต้องลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ


คลิกที่นี่เพื่ออ่านเวอร์ชันภาษาอังกฤษ

Contact us

Marketing and Communications

Bangkok, PwC Thailand

Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29

Follow us