การปฏิรูประบบภาษีของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังมีการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับแนวทาง OECD และการบังคับใช้กฎหมายผ่านข้อมูลและระบบดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น
ในพอดคาสต์ตอนนี้ PwC Thailand จะพาคุณเจาะลึกทิศทางภาษีไทยในปี 2569 ตั้งแต่แนวโน้มการปรับขึ้น VAT ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ e‑Tax, Risk‑Based Audit (RBA) และมาตรการภาษีระดับสากลอย่างการกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่เท่ากันทั่วโลก (Global Minimum Tax)
ร่วมฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ PwC ว่าเหตุใดโลกภาษีใหม่จึงเป็นโลกที่ทุกธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้บริหารควรเริ่มเตรียมความพร้อมอย่างไร เพื่อบริหารความเสี่ยง เสริมความแข็งแกร่งด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อไม่ให้ภาษีกลายเป็นต้นทุนในระยะยาว
รับฟังทั้งหมดนี้ได้จากพอดคาสต์ของเรา
คุณนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย
หัวหน้าสายงานกฎหมายและภาษี
บริษัท PwC ประเทศไทย
Email
ปิยะณัฐ สวนอภัย
PwC Thailand Spotlight ทุกข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ในการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและทั่วโลก รับฟังได้จากที่นี่
สวัสดีค่ะ ดิฉัน ปิยะณัฐ สวนอภัย รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
คุณผู้ฟังคะ เป็นประจำของทุกปีที่หลังจากเปิดศักราชใหม่ ทาง PwC ประเทศไทย จะมาอัปเดตเทรนด์สำคัญ ๆ ที่อาจส่ง
ผลกระทบกับธุรกิจไทยให้ทุกท่านได้รับทราบ และสำหรับพอดคาสต์ของเราในตอนนี้ เราเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก PwC ประเทศไทย มาพูดคุยกันถึงมาตรการด้านกฎหมายและภาษีของไทย ที่เริ่มเห็นการปฏิรูปกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่เราเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD นะคะ
วันนี้ดิฉันอยู่กับ คุณนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หัวหน้าสายงานกฎหมายและภาษี บริษัท PwC ประเทศไทย ที่จะมาอัปเดตความคืบหน้าของการปฏิรูปกฎหมายและภาษีของไทยว่า ในปี 2569 นี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้เสียภาษี จะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
สวัสดีค่ะ คุณนิพันธ์
นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย
สวัสดีครับ คุณเอิง
ปิยะณัฐ
ก่อนที่เราจะพูดคุยถึงแนวโน้มภาษีในปี 2569 อยากให้คุณนิพันธ์ช่วยอัปเดตสักนิดค่ะว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งปีแล้ว มาตรการปฏิรูปภาษีของไทยมีความคืบหน้าไปอย่างไรบ้างคะ
นิพันธ์
ถ้าคุณเอิงจำได้ จากการพูดคุยในปีที่แล้ว ผมเคยพูดไว้สองถึงสามเรื่องที่อยากให้ผู้เสียภาษีจับตาดูในปี 2568
เรื่องแรกคือ การที่กรมสรรพากรปัดฝุ่นและเริ่มนำระบบที่เราเรียกว่า ระบบการตรวจสอบบนพื้นฐานความเสี่ยง (Risk-Based Audit System: RBA) มาใช้ในการคัดเลือกรายชื่อผู้เสียภาษีขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จากเคสที่ PwC รวมถึงตัวผมเองได้เข้าไปช่วยดูแลผู้เสียภาษีในกรณีที่ถูกตรวจสอบทางภาษี เราได้เรียนรู้ว่า เคสที่สรรพากรหยิบขึ้นมาตรวจสอบ ส่วนใหญ่แล้วเป็นการคัดเลือกรายชื่อโดยผ่านระบบ RBA รวมถึงประเด็นที่จะถูกตรวจสอบนั้น ก็ถูกเลือกขึ้นมาด้วยระบบนี้เช่นกัน
ตรงนี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ระบบข้อมูลหลังบ้านของกรมสรรพากรมีความก้าวหน้าขึ้นมาก หลายครั้งต้องบอกเลยว่าตรวจพบได้อย่างไร และไม่ใช่แค่ตรวจพบได้อย่างไรนะครับ ในแง่ของการต่อสู้ในนามผู้เสียภาษี บางเรื่องแทบจะไม่สามารถโต้แย้งได้เลย อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง
อีกประเด็นหนึ่งที่เราคุยกับผู้เสียภาษีไว้ในปีที่ผ่านมา คือ เรื่อง Pillar Two หรือ Global Minimum Tax (อัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อผู้ประกอบการในวงกว้าง เพราะหลักการของ Global Minimum Tax จะบังคับใช้กับกลุ่มกิจการขนาดใหญ่ คือ กลุ่มที่มียอดรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไป ภายในสามปีย้อนหลัง
ในหนึ่งปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ดำเนินการออกกฎหมายมารองรับมาตรฐานสากลใหม่นี้ ซึ่งปีที่ผ่านมาก็มีการออกกฎหมายมาแล้วประมาณสี่ถึงห้าฉบับครบถ้วน ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานและไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ดังนั้น ในมุมของตัวบทกฎหมายจึงไม่น่าเป็นห่วง ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปปฏิบัติจริงครับ
สำหรับการปฏิบัติ เราจะเริ่มเห็นการจัดทำรายงานส่งให้ทางกรมสรรพากรตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป คือ ปี 2570 และหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบ ดังนั้น ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงการเตรียมความพร้อม การประเมินตนเอง และการคาดการณ์ว่ากฎหมายที่จะออกมานั้น จะสอดคล้องกับแนวทางของ OECD หรือไม่ ซึ่งผลออกมาว่าสอดคล้องกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในปีที่แล้ว และต้องเรียนตามตรงว่าผมเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน แต่ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี ก็คือ มาตรการ ‘Fast Track’ ครับ ซึ่งเป็นมาตรการที่กรมสรรพากรได้ประกาศใช้ในช่วงปลายปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่ยื่นขอคืนภาษี ได้รับเงินคืนภาษีรวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยกรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขว่า หนึ่ง ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ไว้แล้ว สอง ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงสูงตามระบบ RBA โดยกรมสรรพากรจะใช้ระบบ RBA ในการตรวจสอบ หากระบบ RBA ระบุว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก กรมสรรพากรก็จะดำเนินการคืนภาษีให้เลย
ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาครับ
ปิยะณัฐ
แล้วอย่างปีนี้ หลังจากที่เราได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว คุณนิพันธ์คิดว่าจะมีผลกับทิศทางการปฏิรูปภาษีของประเทศไทยอย่างไรบ้างคะ มีประเด็นด้านภาษีอะไรที่เราควรต้องติดตามเป็นพิเศษหรือไม่คะ โดยเฉพาะเรื่องการปรับขึ้น VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่คะ
นิพันธ์
สำหรับปี 2569 ผมยังมั่นใจว่าจะมีมาตรการด้านภาษีออกมาอีกพอสมควร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เริ่มไว้ในปี 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกรมสรรพากร และในขณะเดียวกันก็เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้เสียภาษีด้วย
ในส่วนของ VAT ผมมองว่า อย่างไรแล้วก็มีโอกาสต้องปรับขึ้นครับ เพราะ VAT เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐ และรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ก็คงต้องเร่งให้มีการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา GDP ของเราเติบโตค่อนข้างต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ผมจึงคิดว่าคงต้องขึ้น VAT เพียงแต่จะขึ้นเร็วหรือช้า อันนี้ต้องรอดูทิศทางนโยบายของรัฐบาลอีกที ว่าจะเร่งความเร็วในการนำนโยบายไปปฏิบัติแค่ไหน
อีกมุมหนึ่งที่อยากให้มองในเรื่อง VAT คือ เราต้องลองดูว่า ประเทศไทยกำลังจะเป็นประเทศเดียวที่ขึ้น VAT หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอัตรา VAT ของประเทศไทยตอนนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในโลก หากพิจารณาเฉพาะประเทศในเอเชีย ประเทศส่วนใหญ่จัดเก็บ VAT กันที่อัตรา 10% ขึ้นไป บางประเทศสูงถึง 18% ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในมุมมองระดับมหภาค ผมคิดว่า หากจะมีการปรับ VAT ขึ้นทีละขั้น เช่น เพิ่มขึ้นทีละ 0.5%, 1% หรือ 1.5% แบบค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป ก็ไม่น่าจะส่ง
ผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือนักลงทุนมากนักครับ
ปิยะณัฐ
แสดงว่าคุณนิพันธ์มองว่า VAT น่าจะขึ้นแบบเป็นสเต็ป มากกว่าการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 7% เป็น 10% ทันทีใช่ไหมคะ
นิพันธ์
ผมไม่คิดว่าจะปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดในครั้งเดียวครับ เพราะถ้าดูจากปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดถึงการขึ้น VAT ท่านระบุว่าเป็นในลักษณะค่อย ๆ ขึ้นเป็นสเต็ป ซึ่งผมมองว่าแนวทางแบบนั้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมองเห็นโรดแมปซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะสามารถวางแผนการซื้อและการใช้จ่ายล่วงหน้าได้ และไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคแบบครั้งเดียว
การปรับขึ้นจาก 7% เป็น 10% ในครั้งเดียวนั้น ลองนึกภาพดูครับว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าปรับขึ้นแบบเป็นสเต็ปก็จะช่วยลดแรงต้านจากผู้บริโภคและลดแรงเสียดทานลงได้ครับ
ปิยะณัฐ
นอกจากมาตรการ VAT แล้ว ยังมีมาตรการอื่น ๆ ที่เราต้องติดตามเป็นพิเศษในปีนี้หรือไม่คะ
นิพันธ์
คือผมยังเน้นเรื่องโรดแมปในการเป็น ‘Digital Revenue Department’ ของกรมสรรพากรอยู่นะครับ ปีนี้ผมคิดว่าระบบ RBA ก็จะยังคงอยู่ และเป็นแพลตฟอร์มหลักที่กรมสรรพากรใช้ โดยอาจจะมีการอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 2 หรือ 3 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกรายชื่อผู้เสียภาษี และประเด็นการตรวจสอบให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรบุคคล และทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น
ประเด็นถัดมาคือ แนวโน้มที่เราเริ่มเห็นตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่จะชัดเจนมากในปี 2569 คือ การขยายขอบเขตการตรวจภาษี จากเดิมที่เป็นการตรวจสภาพกิจการทั่วไป ปีนี้เราจะเห็นกรมสรรพากรเริ่มตรวจเรื่อง Transfer Pricing (การกำหนดราคาโอน) ของธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือมากขึ้น โดยมีการส่งจดหมายให้ผู้เสียภาษีนำส่งข้อมูลและเอกสารด้าน Transfer Pricing ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าการตรวจด้านนี้จะเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นคือ เรื่อง e-Tax ผมคิดว่าในภูมิภาคนี้ เราเป็นประเทศที่ปรับตัวเรื่อง e-Tax ได้ช้าที่สุด การมีระบบ e-Tax ช่วยให้กรมสรรพากรได้ข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเกือบจะเรียลไทม์ ซึ่งกรมสรรพากรสามารถติดตามธุรกรรมได้ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ว่าจะผ่านคู่ค้ากี่รายก็สามารถติดตามได้ทั้งหมด
ประเทศที่นำระบบ e-Tax มาใช้ แทบไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการตรวจสอบอื่นเพิ่มเติม แต่จะทำให้การจัดเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้นอัตโนมัติราว 15–20% เพราะฉะนั้นถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้ระบบจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพโดยชัดเจน
นอกจากนี้ e-Tax ยังมีประโยชน์อีกสองด้าน เรื่องแรกคือ ช่วยดึงผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษี เพราะหลังจากใช้ระบบ e-Tax แล้ว เราจะเริ่มเห็นภาพว่าในห่วงโซ่อุปทานจุดไหนที่ขาดการเชื่อมต่อ จึงทำให้เรารู้ว่าใครยังไม่เข้าระบบภาษี กรมสรรพากรก็ใช้เครื่องมือนี้ไปเชิญบุคคลเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้ เรื่องที่สองคือ ช่วยป้องกันการโกง VAT ซึ่งมีประสิทธิภาพอย่างมากในต่างประเทศ
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า e-Tax น่าจะอยู่ในโรดแมปของกรมสรรพากร ก็ต้องรอดูว่านโยบายภาครัฐจะเลือกเดินอย่างไร จะตัดสินใจดำเนินการเต็มรูปแบบในปีนี้เลย หรือจะทยอยทำทีละเฟส
สุดท้ายที่อยากให้จับตาดูคือ เรื่องหวยใบเสร็จครับ หวยใบเสร็จคือการให้ผู้บริโภคอย่างพวกเราขอใบเสร็จจากร้านต่าง ๆ เมื่อซื้อสินค้าหรือรับประทานอาหาร ผมคาดว่ากรมสรรพากรจะพยายามออกแบบระบบนี้ให้เรียบง่าย ทุกคนเข้าถึงได้ และไม่เพิ่มต้นทุนให้ร้านผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก หากร้านผู้ประกอบการรายเล็กสามารถออกใบกำกับภาษีในรูปแบบ e-Tax ให้ผู้บริโภคได้ และผู้บริโภคสามารถนำตัวเลขบนใบกำกับภาษีไปลุ้นโชคได้ ก็จะช่วยให้กรมสรรพากรดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้อีกเหมือนกัน
แล้วหากองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น e-Tax หรือการดึงผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบเข้ามา รวมถึงมาตรการหวยใบเสร็จ ดำเนินไปพร้อมกัน กรมสรรพากรจะได้ฐานข้อมูลที่ดีและสะอาด เมื่อถึงจุดนั้น ผมคิดว่ากรมสรรพากรจะนำ AI เข้ามาช่วย ไม่ใช่แค่ RBA แต่จะให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียภาษีเบื้องต้น เหมือนมี ‘AI officer’ คนหนึ่งที่ช่วยกรมสรรพากรคอยกำกับดูแลว่า ผู้เสียภาษีได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องครบถ้วนในเรื่องการเสียภาษีหรือไม่ครับ
ปิยะณัฐ
ฟังจากที่คุณนิพันธ์เล่า ดิฉันจับใจความได้ว่า มาตรการที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ ระบบ e-Tax และการนำ RBA เวอร์ชัน 2 มาใช้ นอกจากนี้ แนวทางปฏิบัติสำหรับ Global Minimum Tax รวมไปถึงการตรวจสอบ Transfer Pricing ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานภาษีของไทยไปสู่การเป็นสมาชิก OECD ด้วยหรือไม่คะ และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ประเทศไทยต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่คะ
นิพันธ์
ตอนนี้ประเทศไทยเองมีความตั้งใจที่จะเข้าเป็นประเทศสมาชิก OECD และได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโรดแมปต่าง ๆ ยังถือว่าเดินไปตามแผนการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในระยะเวลาอันใกล้คือ ตัวแทนจากประเทศสมาชิก OECD จะเดินทางมาทำการตรวจสอบในพื้นที่จริง หรือที่เรียกว่า physical audit หรือ physical check เพื่อยืนยันว่านอกเหนือจากข้อมูลบนกระดาษแล้ว ในข้อเท็จจริงเราได้ปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ อย่างแท้จริงหรือไม่ ซึ่งมีทั้งเรื่องภาษี สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และมิติอื่น ๆ อีกหลายด้าน
แต่ผมขอเน้นย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ และน่าจะเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาอีกพอสมควร ถึงแม้วันนี้เราจะยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์ แต่ประเทศไทยก็มีการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีกับประเทศต่าง ๆ หลายเรื่องไปแล้ว ในประเด็นใหญ่ ๆ อย่างน้อยสามเรื่อง คือ
เรื่องที่หนึ่ง Country-by-Country Report (CbCR) สำหรับกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มียอดรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไปในระดับบริษัทแม่ รายงาน CbCR นี้จะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทนั้นมีการลงทุน มีกิจการ มีพนักงาน และเสียภาษีอยู่ในประเทศไหนบ้าง ข้อมูลชุดนี้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศแล้ว กรมสรรพากรไทยจึงสามารถเห็นภาพรวมของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprises: MNEs) ที่เข้ามาลงทุนในไทยได้ ว่าบริษัทแม่เสียภาษีที่ไหน และมีบริษัทลูกกระจายอยู่ในประเทศไหนบ้าง ตลอดจนเสียภาษีอย่างไร
เรื่องที่สองที่กำลังจะตามมา คือ Global Minimum Tax (Pillar Two) ข้อมูลนี้จะช่วยให้กรมสรรพากรมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกว่า กลุ่มบริษัทเสียภาษีในแต่ละประเทศถึงอัตราขั้นต่ำที่ 15% หรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
เรื่องที่สาม การแลกเปลี่ยนข้อมูลถัดมาอยู่ในระดับบุคคลธรรมดา ที่เราเรียกว่า Common Reporting Standard (CRS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินของบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติต่างประเทศ เช่น คนที่มีสัญชาติอื่นแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย เสียภาษีในประเทศไทยอย่างไร ซึ่งเราสามารถส่งข้อมูลนี้กลับไปยังประเทศต้นทางของเขาได้
เรื่องสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา คือ Crypto Asset Reporting Framework ในอนาคตเราจะต้องมีการรายงาน
ข้อมูลคริปโต ว่าถือครองอะไรอยู่บ้าง มีการโอนหรือเปลี่ยนมืออย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนเพิ่มเติม
ทั้งสี่เรื่องนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยคิดขึ้นมาเอง แต่เรากำลังดำเนินตามมาตรฐานของ OECD ดังนั้น ถึงแม้วันนี้เราจะยังไม่ใช่สมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์ แต่เรากำลังพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของ community นี้ และยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บภาษี รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของเราให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลครับ
ปิยะณัฐ
มาตรการภาษีทั้งหมดที่เล่ามานี้ ส่งผลกระทบกับธุรกิจไทยอย่างไรบ้างคะ ไม่ว่าจะในแง่ของต้นทุนการดําเนินงาน หรือกระบวนการภายในของบริษัท
นิพันธ์
ใช้คำว่า ‘ต้นทุน’ ดีเลยครับ เพราะหลายคนมักคิดว่าการเสียภาษีเป็นต้นทุน ทั้งที่จริงแล้ว การเสียภาษีเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะในระดับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
ภาษีจะกลายเป็นต้นทุนก็ต่อเมื่อเราทำผิด เมื่อเราทำผิด เราจะมีภาระที่เกินกว่าหน้าที่ตามกฎหมายที่เราจะต้องเสีย โดยส่วนที่เกินมานั้นแหละครับ คือต้นทุนที่แท้จริง และเป็นต้นทุนที่ราคาแพงเสียด้วย
ผมย้ำเรื่องนี้มาตลอดว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ทุกอย่างเกี่ยวกับภาษีอยู่บนกระดาษแล้ว ทุกอย่างกำลังเป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อเราเห็นภาพว่าในอนาคต ข้อมูลทุกอย่างจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เราในฐานะบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ ก็หลีกเลี่ยงโลกดิจิทัลนี้ไม่ได้ และวันหนึ่งข้อมูลพวกนี้จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์ว่า ผู้เสียภาษีรายนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายภาษีหรือไม่ หากเราเห็นภาพวันนั้นชัดเจน ยังไงบทสรุปก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วครับ
ปิยะณัฐ
โดยสรุปแล้ว เราจะได้เห็นการตรวจสอบภาษีหรือมาตรการภาษีในปีนี้ ที่จะเข้มข้นและเป็นสากลมากขึ้นอย่างแน่นอน อยากขอคำแนะนำจากคุณนิพันธ์ว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนภาษี ควรต้องเริ่มจากจุดไหน หรือวางกลยุทธ์ทางภาษีกันอย่างไรดีคะ
นิพันธ์
สำหรับนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดเล็ก ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญครับ คุณต้องมองว่าการเสียภาษีเป็น ‘หน้าที่’ ที่เราต้องทำให้ถูกต้อง ซึ่งคำว่า ‘ถูกต้อง’ แปลว่า หนึ่ง เจ้าของกิจการต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องภาษี สอง พนักงานบัญชีต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องภาษีอากรด้วยเช่นกัน สาม หากพบว่าตนเองยังไม่รู้ ต้องเข้ารับการอบรม หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เพื่อให้มั่นใจว่าเราปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายภาษี
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การทำภาษีให้ถูกต้องเริ่มตั้งแต่ทุกธุรกรรมที่เราทำ เราต้องรู้ว่าธุรกรรมแต่ละแบบมีภาระภาษีอะไร เช่น การขายของ เราคิด VAT ถูกต้องหรือไม่ การให้บริการมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ในการทำสัญญาต่าง ๆ มีการติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
เรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ถ้าหากเราทำได้ถูกต้องทุกขั้นตอน การคำนวณกำไรขาดทุนเพื่อเสียภาษีกลางปี และปลายปี รวมถึงการจัดเตรียมรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือน ก็มักจะไม่ผิดพลาด
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการต้องจริงจังกับการหาความรู้ด้านภาษีอากร เพื่อเตรียมความพร้อมให้ตัวเองในเรื่องนี้ อย่าลืมว่า ระบบ RBA ตรวจจับได้หมดนะครับ
สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จากประสบการณ์ของเรา แนวปฏิบัติที่เห็นเป็น best practice ได้แก่:
ประการแรก หน่วยงานทางด้านภาษีจำเป็นจะต้องมีโครงสร้างการดำเนินงานด้านภาษี (tax operating model) ที่เหมาะสม และต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายภาษี มีทีมภาษีที่เข้าใจภาษีของแต่ละประเทศที่เราเข้าไปลงทุน ดังนั้น โมเดลของบุคลากรที่ดูแลเรื่องภาษีจะต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนว่า ในประเทศไทย บริษัทนี้ใครเป็นผู้ดูแลเรื่องภาษี และในกลุ่มบริษัทเรา ใครเป็นหัวหน้าฝ่ายภาษี
บริษัทไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องมีการรายงานว่า การปฏิบัติด้านภาษีเป็นอย่างไร บริษัทลูกแต่ละแห่งมีการส่งข้อมูลให้แก่หน่วยงานรัฐในแต่ละประเทศเป็นแบบไหน
นอกเหนือไปจากโครงสร้างแล้ว จะต้องมีการควบคุมดูแลสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่า บริษัทลูกในแต่ละประเทศของกลุ่มกำลังทำธุรกรรมอะไรบ้าง และเรามีการบริหารจัดการเรื่องเหล่านั้นอย่างไร ข้อมูลถูกส่งไปที่ใด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหรือไม่
ทั้งหมดนี้คือเรื่องของการกำกับดูแล ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทขนาดใหญ่แตกต่างจากบริษัทเล็ก เราต้องมองภาพใหญ่ให้ออก ว่าการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษีในระดับ OECD และระดับแต่ละประเทศ ส่งผลกระทบต่อกิจการของเราอย่างไร จุดนี้ผมสังเกตเห็นว่าบริษัทไทยหลายแห่งยังไม่มีส่วนนี้ ซึ่งถือเป็น journey ที่ต้องมุ่งทำต่อไป
อีกเรื่องที่ผมอยากฝากไว้คือ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่า การปฏิบัติทางด้านภาษีนั้นมีผลกระทบตามมา การที่เราให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากรไม่ว่าจะในประเทศใด อาจส่งผลกระทบถึงบริษัทแม่ในประเทศไทยได้ ตรงนี้ผมเรียกว่า ‘การเข้าใจถึงผลกระทบ’ ซึ่งเราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อ เรามีบุคลากรที่รอบรู้ด้านภาษีโดยเฉพาะกฎหมายภาษีในประเทศที่เราเข้าไปลงทุน และบุคลากรกลุ่มนี้ต้องมีการทบทวนความรู้ และยกระดับทักษะอยู่ตลอดเวลา
จะเห็นได้ว่า ภาษีระหว่างประเทศเปลี่ยนไปอย่างมาก และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเยอะมาก หากเราบริหารจัดการเรื่องภาษีได้ครบถ้วน รอบด้าน การเสียภาษีตามหน้าที่จะไม่กลายเป็นต้นทุน แต่หากเรากำกับดูแลไม่ครบถ้วน แม้เราจะคิดว่าได้ทำตามหน้าที่แล้ว แต่ข้อผิดพลาดอาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง ถูกปรับ ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม ซึ่งตรงนั้นคือ ต้นทุนที่แท้จริงของกิจการเลยครับ
ปิยะณัฐ
ต้องขอขอบคุณคุณนิพันธ์ ที่มาร่วมแบ่งปันข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีในวันนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ
นิพันธ์
ขอบคุณครับ คุณเอิง
ปิยะณัฐ
หวังว่าแฟนรายการของเราจะได้รับความรู้และแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายภาษี การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการตรวจสอบภาษี รวมไปถึงมาตรการภาษีใหม่ ๆ ที่่ธุรกิจจะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อวางแผนภาษีในอนาคตได้
สำหรับคุณผู้ฟังที่สนใจหรือมีคำถามเพิ่มเติม รวมถึงอยากติดตามประเด็นเศรษฐกิจและการลงทุนอื่น ๆ สามารถส่งความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเข้ามาได้ทางช่องทางของรายการทั้ง LinkedIn, X และ Facebook และหากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ PwC ประเทศไทย ได้ที่ www.pwc.com/th ค่ะ
ก่อนจากกัน อย่าลืมกด Like หรือ Follow ช่อง PwC Thailand Spotlight podcast series ของเราด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาดเนื้อหาที่น่าสนใจของรายการในครั้งหน้า
ส่วนในครั้งหน้า เราจะไปร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญท่านใด และมีหัวข้ออะไรที่น่าสนใจ ฝากติดตามรายการของเรากันด้วยนะคะ
สำหรับวันนี้ เราต้องลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ
Marketing and Communications
Bangkok, PwC Thailand
Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29