VR & AR Blog

ถอดรหัสเทคโนโลยีโลกเสมือน “วีอาร์” และ “เออาร์” พลิกธุรกิจก้าวสู่โลกอนาคต

โดย ปัญญธิดา ตรังจิระเสถียร

ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีโลกเสมือน เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก Virtual Reality (VR)  หรือการจำลองบรรยากาศและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เข้าไปให้เสมือนจริงราวกับว่าเราเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จำลองขึ้นมานั้นจริง ๆ และ Augmented Reality (AR) หรือการจำลองข้อมูล ภาพ วิดีโอ หรือวัตถุเสมือนจริง ให้เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง ผ่านการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์สวมใส่ ทำให้เราตอบสนองกับสิ่งจำลองนั้นได้ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ หันมาใช้เทคโนโลยี 2 ประเภทนี้ เพื่อต่อยอดในการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ

รายงาน Seeing is believing: How VR and AR will transform business and the economy ของ PwC ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้าน VR และ AR ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อศึกษาถึงการใช้งานของเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ พบว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้มาใช้ในวงกว้างมากขึ้น ยิ่งปัจจุบันศักยภาพของทั้ง VR และ AR ได้ถูกพัฒนาไปถึงขั้นที่สิ่งแวดล้อม หรือวัตถุนั้น ๆ สามารถมีปฏิสัมพันธ์หรือโต้ตอบกลับได้เหมือนจริง ยิ่งทำให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภค อีกทั้งปัจจุบันอุปกรณ์สมาร์ทโฟนมีราคาถูกลง ระบบอินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูงขึ้น จึงยิ่งทำให้เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ เป็นที่นิยมของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค้าปลีก อุปโภคบริโภค ไปจนถึง บริการทางการแพทย์  

รายงานของ PwC ยังได้คาดการณ์ว่า เทคโนโลยี VR และ AR จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตถึงราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (45 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573 และจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกกว่า 23 ล้านตำแหน่ง และเมื่อไหร่ที่เราสามารถใช้เทคโนโลยี 5G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การใช้งานเทคโนโลยีทั้ง VR และ AR ก็จะยิ่งแพร่หลายมากขึ้น เพราะการเชื่อมต่อและตอบสนองย่อมไวกว่า 4G อย่างมหาศาล 

นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ธุรกิจจะนำเทคโนโลยี VR และ AR เข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน โดยรายงานมีตัวอย่างการใช้งาน 2 เทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้ 

  • ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการ ทีมงานสามารถใช้เทคโนโลยี VR และ AR เพื่อจำลองสินค้า หรือ ทดลองใช้งานเสมือนจริงเพื่อทดสอบสินค้า โดยไม่ต้องลงทุนสร้างของจริงขึ้นมา เช่น ธุรกิจยานยนต์ที่ใช้ VR ในการออกแบบและสร้างโมเดลจำลอง จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ เหลือเพียงไม่กี่วันเท่านั้น หรือธุรกิจบริการทางการแพทย์ โดยช่วยในการจำลองการรักษาเพื่อฝึกฝนทักษะของนักศึกษาแพทย์ และช่วยในการคิดหาวิธีการรักษาใหม่ ๆ 

  • ด้านการฝึกอบรม เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถฝึกอบรมพนักงานของตนได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น เพราะทำให้ผู้เรียนเห็นภาพจริง หรือ ได้อยู่ในสถานการณ์เสมือนจริง รวมถึงจำลองสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงหรือมีอันตราย เช่น นักบิน และ ทหารสามารถใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนในการจำลองการบินและกู้ระเบิด

  • ด้านการพัฒนากระบวนการทำงานในกลุ่มงานวิศวกรรม เช่น การผลิต หรือ การซ่อม ก็สามารถจำลองภาพวัตถุ หรือ แผนผังงาน เพื่อค้นหาจุดที่มีปัญหาได้ 

  • ด้านค้าปลีกและอุปโภคบริโภค บริษัทสามารถนำ VR และ AR มาสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะยิ่งสร้างการมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทยที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโต เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพสินค้าได้เสมือนจริง ช่วยทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เช่น แบรนด์เสื้อผ้าที่สร้างห้องลองเสื้อผ้าเสมือน (Virtual fitting room) ทำให้ลูกค้าลองเสื้อผ้าจากที่ไหนก็ได้ หรือ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ที่ให้ลูกค้าสามารถจำลองเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริงที่ตนสนใจไปวางบนภาพพื้นที่ในบ้าน เพื่อดูว่าเข้ากับบ้านของตนหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีหลายองค์กรนำเทคโนโลยี VR และ AR ไปปรับใช้เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการอีกมากที่ยังไม่ได้เริ่มต้น รายงานของ PwC ฉบับนี้ มีคำแนะนำที่น่าสนใจในการนำทั้ง 2 เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ดังนี้

  1. มุ่งไปที่การแก้ปัญหาและนำมาใช้ในส่วนที่จำเป็นต่อธุรกิจ 

  2. ศึกษาและทำความเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยี โดยอย่ามองว่าเป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ เมื่อผู้ประกอบการเข้าใจถึงศักยภาพก็จะสามารถออกแบบแนวทางสำหรับแก้ปัญหาของธุรกิจได้อย่างตรงจุด และใช้เทคโนโลยีได้เต็มที่

  3. ออกแบบการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบาย ซึ่งองค์กรต้องมีความพร้อมทั้งในด้านอุปกรณ์ โปรแกรม และต้องเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า

  4. อย่ากลัวเทคโนโลยี ทดลองใช้งานเพื่อให้เห็นผล โดยอาจเริ่มจากจุดเล็ก ๆ หรือ โครงการนำร่องก่อน

  5. รับฟังข้อเสนอแนะและประเมินผลจากการทดลองใช้งาน พร้อมปรับแนวทางการทำงานให้เหมาะสม เช่น งานบางงานอาจสามารถลงทุนในระดับใหญ่ขึ้นได้ ในขณะที่บางงานอาจต้องเปลี่ยนทิศทางการปฏิบัติงาน

จะเห็นว่าเทคโนโลยี VR และ AR ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปและในอนาคตเทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ จะยิ่งถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยศักยภาพและคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา ฉะนั้น หากธุรกิจรู้จักนำมาปรับใช้กับงานในด้านต่าง ๆ แล้ว ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้อีกทางหนึ่งด้วย  รู้อย่างนี้แล้ว ผู้ประกอบการอย่ารอช้า รีบศึกษาเทคโนโลยีเหล่านี้และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อก้าวเป็นผู้นำด้านดิจิทัลตั้งแต่วันนี้… ไม่ต้องรอถึงทศวรรษหน้า

//จบ//

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Seeing is believing: How VR and AR will transform business and the economy, PwC: https://www.pwc.com/seeingisbelieving

Contact us

Brand and Communications

Bangkok, PwC Thailand

Tel: +66 (0) 2844 1000,
Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26,28 and 29

Follow us