ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และสภาพคล่องที่ตึงตัว ต่างกดดันทั้งผลการดำเนินงาน การตัดสินใจลงทุน และการรายงานทางการเงินของผู้บริหาร
ในพอดคาสต์ตอนนี้ PwC ประเทศไทย ชวนสำรวจว่า ภาวะเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันส่งผลต่อการรายงานทางการเงินอย่างไร ตั้งแต่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การประเมินการด้อยค่า และการวัดมูลค่ายุติธรรม ไปจนถึงการบัญชีป้องกันความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ พร้อมเจาะลึกบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของซีเอฟโอ ในการนำพาองค์กรฝ่าความผันผวน สนับสนุนการตัดสินใจ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ร่วมรับฟังคุณสินสิริ ทังสมบัติ หัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย ถ่ายทอดมุมมองและแนวทางที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้องค์กรจัดการความเสี่ยง เสริมความแข็งแกร่ง และมองหาโอกาสท่ามกลางโลกธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
รับฟังทั้งหมดนี้ได้จากพอดคาสต์ของเรา
คุณสินสิริ ทังสมบัติ
หัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชี
บริษัท PwC ประเทศไทย
Email
ปิยะณัฐ สวนอภัย
PwC Thailand Spotlight ทุกข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ในการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและทั่วโลก รับฟังได้จากที่นี่
ปัจจุบัน ธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภายในประเทศที่มีความเปราะบาง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลให้ต้นทุนผันผวนมากขึ้น ตลอดจนปัญหาหนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องที่ตึงตัว ซึ่งกำลังส่งผลต่อกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเหล่านี้กำลังย้อนกลับมากระทบผลการดำเนินงานของธุรกิจ ทั้งงบการเงิน กระแสเงินสด และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กรต่าง ๆ
โดยปกติแล้ว ผู้บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน หรือซีเอฟโอของแทบทุกบริษัท ย่อมติดตามภาวะเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งผู้บริหารและซีเอฟโอจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น แล้วควรติดตามข้อมูลอะไรบ้าง และต้องประเมินผลกระทบทางบัญชีอย่างไร วันนี้เราจะมาพูดคุยกับพี่ตุ๊ก สินสิริ ทังสมบัติ หัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย
สวัสดีค่ะ พี่ตุ๊ก
สินสิริ ทังสมบัติ
สวัสดีค่ะ
ปิยะณัฐ
พี่ตุ๊กคะ ทำไมซีเอฟโอจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมากเป็นพิเศษคะ
สินสิริ
จริง ๆ แล้ว หลายองค์กรหรือแม้แต่ซีเอฟโอเอง เมื่อเห็นข่าวเรื่องราคาน้ำมัน สงคราม เงินเฟ้อ หรือความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน ที่มีออกมาเพิ่มขึ้น อาจมองว่าเป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจมหภาค หรือ macroeconomic conditions
แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไป ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อองค์กรโดยตรง ทั้งในด้านมูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ขององค์กร และยังต้องนำมาประเมินควบคู่กับโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติมด้วยค่ะ
ปิยะณัฐ
ในฐานะที่พี่ตุ๊กทำงานใกล้ชิดกับซีเอฟโอ และทีมการเงินของหลายองค์กร ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนเช่นนี้ มีประเด็นใดในรายงานทางการเงินหรือการจัดทำงบการเงินที่ซีเอฟโอหยิบยกมาพูดคุยเป็นพิเศษบ้างคะ
สินสิริ
ต้องพิจารณาเป็นสองส่วนค่ะ ส่วนแรกคือ สินทรัพย์ และส่วนที่สองคือ หนี้สิน
ในส่วนของสินทรัพย์ คำถามที่ได้รับมักเกี่ยวข้องกับมูลค่าของสินทรัพย์ ตัวอย่างเช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) ของลูกหนี้การค้า หลายท่านถามว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ความสามารถในการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ (collectability) เป็นอย่างไร และจำเป็นต้องตั้งค่าการด้อยค่าของลูกหนี้การค้าหรือไม่
นอกจากลูกหนี้การค้าแล้ว ยังมีเรื่องเงินลงทุน เพราะบริษัทมหาชนหลายแห่งมีเงินลงทุนในบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อย จึงมีคำถามว่าเงินลงทุนต้องตั้งด้อยค่าหรือไม่
ในสถานการณ์ที่ภาคการผลิตมีความผันผวน บางแห่งอาจหยุดการดำเนินงานบางส่วน ขณะที่บางบริษัทอาจขยายการผลิต จึงเกิดคำถามว่าจะประเมินการด้อยค่าของสินทรัพย์ (impairment of assets) อย่างไร หรือในกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มเติม องค์กรจะสามารถบันทึกดอกเบี้ยเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ได้หรือไม่
ส่วนฝั่งหนี้สิน จะมีคำถามว่าควรบริหารจัดการอย่างไรเมื่ออัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน รวมถึงเมื่อใช้อนุพันธ์ทางการเงิน (derivatives) แล้ว หากผลกำไรหรือขาดทุน หรือ P&L ยังมีความผันผวน องค์กรควรดำเนินการอย่างไร ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินค่ะ
ปิยะณัฐ
สำหรับอนาคตต่อจากนี้ มีความเสี่ยงด้านการเงินหรือผลกระทบทางบัญชีประเด็นใดที่องค์กรควรติดตามเป็นพิเศษหรือไม่คะ
สินสิริ
หากมองในกลุ่มลูกหนี้การค้า ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน (Thai Financial Reporting Standard 9: TFRS 9) การตั้งมูลค่าด้อยค่าจะต้องพิจารณาทั้งข้อมูลในอดีตและข้อมูลคาดการณ์ในอนาคต ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจว่าลูกหนี้อยู่ในกลุ่มใด และมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น จากข่าวในปัจจุบัน เราเห็นปัญหาในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (small and medium enterprises: SMEs) หรือกลุ่มธุรกิจที่อาจมีปัญหาด้านสภาพคล่อง (liquidity) เช่น อสังหาริมทรัพย์ เราจึงต้องนำข้อมูลคาดการณ์ในอนาคต (forward-looking information) เข้ามาประกอบการประเมินการด้อยค่า และพิจารณาความสัมพันธ์ (correlation) ของปัจจัยเหล่านั้น
สำหรับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน หากอัตราดอกเบี้ยผันผวนก็จะส่งผลต่อต้นทุน ตัวอย่างเช่น หากบริษัทกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยลอยตัว กระแสเงินสดที่ต้องจ่ายอาจมีความผันผวน หรือหากกู้เงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก็อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน หรือในบางธุรกิจที่ซื้อขายกับลูกหนี้การค้า (receivables) เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก็อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน ดังนั้น การใช้อนุพันธ์ทางการเงินเข้ามาบริหารจัดการความเสี่ยงอาจตอบโจทย์ด้านความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม องค์กรต้องพิจารณาด้วยว่าจะใช้อนุพันธ์ทางการเงินอย่างไรให้งบการเงินไม่เกิดความผันผวน และสะท้อนวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ซีเอฟโอควรศึกษาค่ะ
ปิยะณัฐ
เมื่อสักครู่ พี่ตุ๊กกล่าวถึงลูกหนี้ หรือลูกค้า และคู่ค้าที่อาจมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ในด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต ควรเริ่มต้นจากจุดไหนคะ
สินสิริ
เราต้องพิจารณาก่อนว่าลูกหนี้อยู่ในกลุ่มใด และเก็บข้อมูลในอดีตเพื่อดูลักษณะการขาดสภาพคล่องหรือการผิดนัดชำระหนี้ (shortfall characteristics) ของลูกหนี้ในกลุ่มลูกค้าของเรา จากนั้นจึงพิจารณาปัจจัยในอนาคต เช่น อัตราการว่างงาน หรือตัวเลข GDP
เราต้องพิจารณาว่า ปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับพอร์ตลูกหนี้มากน้อยเพียงใด แล้วจึงนำข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสำนักงานสถิติต่าง ๆ มาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อนำผลที่ได้มาสะท้อนในการตั้งสำรอง (provision) ของลูกหนี้ของเราค่ะ
ปิยะณัฐ
อีกเรื่องที่พี่ตุ๊กพูดถึงคือ การนำอนุพันธ์เข้ามาช่วยบริหารจัดการ ใช้ในแง่การประเมินมูลค่าสินทรัพย์หรือคะ
สินสิริ
ไม่ใช่ค่ะ อนุพันธ์ถูกนำมาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยง จริง ๆ แล้วหลายบริษัทใช้เครื่องมือนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ บริษัทต้องการบันทึกบัญชีอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากมีการซื้อขายเป็นเงินตราต่างประเทศ บริษัทอาจทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (forward contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
วิธีนี้ช่วยให้บริษัทมั่นใจได้ว่า เมื่อได้รับชำระเงินจากลูกหนี้แล้ว จะสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทได้ หรือบางบริษัทที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศก็อาจใช้สัญญา forward เพื่อล็อกต้นทุน การบริหารจัดการลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติของบริษัทที่มีการซื้อขาย ส่งออก หรือนำเข้าสินค้า
แต่หากสถานการณ์มีความผันผวนสูงมาก บริษัทอาจต้องพิจารณาว่าจะใช้การบัญชีป้องกันความเสี่ยง (hedge accounting) หรือไม่ เพื่อให้รายได้หรือต้นทุนสะท้อนภาพการบริหารจัดการมากขึ้น เช่น ต้องการให้ต้นทุนหรือราคาขายอยู่ในระดับคงที่ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องหารือร่วมกันระหว่างทีมบัญชี ทีมการเงิน และธนาคาร ว่าเราอยากใช้ hedge accounting หรือไม่ค่ะ
หรือในบางองค์กรที่กู้เงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศหรือใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว อาจใช้อนุพันธ์ หรือ derivative เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องซื้ออนุพันธ์ตั้งแต่วันแรก เมื่อดำเนินการไปสักระยะแล้วพบว่ากระแสเงินสดหรืออัตราแลกเปลี่ยนไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จึงค่อยซื้ออนุพันธ์เข้ามาบริหารความเสี่ยง และใช้ hedge accounting ก็อาจช่วยลดความผันผวนในงบการเงินได้
ปิยะณัฐ
ก็คือเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยงของงบการเงินของบริษัท
สินสิริ
ใช่ค่ะ และนำมาบันทึกบัญชีเพิ่มเติม เพื่อให้สะท้อนภาพงบการเงินที่แท้จริงของบริษัทค่ะ
ปิยะณัฐ
เมื่อสักครู่ พี่ตุ๊กกล่าวถึงภาวะตลาดที่มีความผันผวน ภาวะเช่นนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของธุรกิจด้วยใช่ไหมคะ
สินสิริ
กระทบค่ะ เราต้องมองสินทรัพย์เป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ สินทรัพย์ที่มีราคาตลาดอยู่แล้ว หากบริษัทจัดประเภทสินทรัพย์เหล่านี้ให้ต้องแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรมในตลาดที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงของมูลค่ายุติธรรมย่อมส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุน หรือกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น เนื่องจากราคาตลาดมีการปรับขึ้นลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจตั้งแต่วันแรกที่ลงทุนนะคะ
สำหรับเงินลงทุนหรือสินทรัพย์อื่นที่ไม่มีราคาตลาดและจำเป็นต้องประเมินมูลค่ายุติธรรม ก็อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนเช่นกัน เนื่องจากกระแสเงินสดที่ใช้ในการจัดทำประมาณการอาจผันผวนตามสถานการณ์ต่าง ๆ หรืออัตราคิดลด (discount rate) อาจเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งล้วนมีผลต่อมูลค่าของสินทรัพย์ที่คำนวณได้ค่ะ
ปิยะณัฐ
ฟังอย่างนี้แล้ว การคาดการณ์อนาคตจะยิ่งมีความสำคัญกับธุรกิจมากขึ้นใช่ไหมคะ
สินสิริ
ใช่ค่ะ ในอดีต การประเมินมูลค่า (valuation) อาจใช้เพียงสถานการณ์เดียวได้ เพราะตลาดหรือสถานการณ์ไม่ได้ผันผวนมากนัก
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ คาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก จึงกลับมาสู่เรื่องความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลง เมื่อมีสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลากหลาย การคำนวณกระแสเงินสดจากสถานการณ์เดียวอาจทำให้มูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
ดังนั้น ในการประเมินมูลค่าปัจจุบัน มาตรฐานบัญชีจึงแนะนำให้พิจารณาหลายสถานการณ์ เช่น กรณีดีที่สุด (best case) กรณีปกติ (base case) และกรณีเลวร้ายที่สุด (worst case) เผื่อไว้ด้วย
ในการคำนวณ เมื่อมีสามสถานการณ์ดังที่กล่าวไป เราต้องพิจารณาน้ำหนักความน่าจะเป็นของแต่ละกรณี เช่น อาจกำหนดน้ำหนักเป็น 10-70-20 และหารือร่วมกันว่าสัดส่วนดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้มูลค่าที่คำนวณได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดค่ะ
ปิยะณัฐ
ตั้งแต่ฟังพี่ตุ๊กมาตั้งแต่ช่วงต้น ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงมากกว่าโอกาสหรือเปล่าคะ พี่ตุ๊กมองว่าผู้บริหารควรมองสถานการณ์นี้เป็นความเสี่ยงหรือเป็นโอกาสดีคะ
สินสิริ
พี่มองว่าเป็นทั้งสองอย่างค่ะ หากเรามองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า วิเคราะห์ และวางแนวทางป้องกัน ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ขณะเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนหรือเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม ปัจจุบัน PwC เองก็ได้รับการติดต่อจากลูกค้าหลายรายที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะฉะนั้น สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นความเสี่ยงหรือผลลบเสมอไป หลายบริษัทยังมีข่าวดีและมองเป็นโอกาสได้เช่นกันค่ะ
ปิยะณัฐ
เรียกได้ว่ามีโอกาสซ่อนอยู่ แต่ต้องมองให้เห็นนะคะ
สินสิริ
ใช่ค่ะ และตอนนี้ราคาหุ้นก็กำลังขึ้นด้วย
ปิยะณัฐ
แม้สถานการณ์จะผันผวน แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่นะคะ แล้วในสถานการณ์ที่ยากขึ้นเช่นนี้ ซีเอฟโอจะต้องทำงานร่วมกับใครบ้างเพื่อช่วยกันติดตามสถานการณ์เช่นนี้ค่ะ
สินสิริ
ซีเอฟโอในปัจจุบัน ต้องมีความสามารถหลากหลายมากค่ะ
นอกจากต้องมีความรู้ด้านบัญชีและการเงินแล้ว ยังต้องมีความสามารถในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นในบริษัท เช่น ทีมที่ดูแลด้านมูลค่ายุติธรรมและการประเมินมูลค่า เพื่อทำความเข้าใจสมมติฐานต่าง ๆ และนำผลกระทบมาบันทึกในงบการเงินอย่างถูกต้อง รวมถึงต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารความเสี่ยง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และศึกษาว่าสิ่งใดเป็นโอกาส และสิ่งใดเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการค่ะ
อีกหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ ทีมสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อกำหนดและกรอบเวลาสำหรับบริษัทจดทะเบียนในการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ในรายงานประจำปี ซึ่งข้อมูลหลายส่วนที่ทีม ESG ต้องใช้ มักมีความเชื่อมโยงกับทีมบัญชี ดังนั้น ทีมบัญชีอาจเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนและจัดเตรียมข้อมูลเหล่านี้
นอกจากนี้ ประเด็นด้าน ESG ยังอาจส่งผลต่อกลยุทธ์ขององค์กรในอนาคต เช่น รูปแบบการบริหารบริษัทหรือการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเลขในงบการเงินเช่นกัน ดังนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์ด้าน ESG กับงบการเงิน จึงเป็นเรื่องที่อยากจะฝากถึงท่านซีเอฟโอว่าไม่ควรมองข้าม และควรดูแลและพูดคุยกับทีม ESG ด้วยค่ะ
ปิยะณัฐ
เรียกได้ว่างานของซีเอฟโอมีความเข้มข้นมากขึ้น และต้องประสานงานกับทีมต่าง ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้นนะคะ
สินสิริ
ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงการประสานงานภายในองค์กรนะคะ หากมองไปถึงภายนอกองค์กรซีเอฟโอยังต้องดูเกี่ยวกับการเงินและการบริหารอื่นอีกมากมายค่ะ
ปิยะณัฐ
สุดท้ายนี้ อยากให้พี่ตุ๊กฝากข้อคิดไปถึงผู้บริหารหรือซีเอฟโอว่าควรตระหนักและเตรียมตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ค่ะ
สินสิริ
ในสถานการณ์ที่ผันผวน องค์กรควรวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพราะปัจจัยเดียวกันอาจส่งผลต่อแต่ละธุรกิจในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางบริษัทอาจได้รับผลกระทบเชิงลบ ขณะที่บางบริษัทอาจได้รับผลเชิงบวก
ซีเอฟโอจึงควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด พยายามวิเคราะห์ มองเห็นความเสี่ยงและจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมมองไปข้างหน้าว่าจะช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ในฐานะมือขวา ในการวิเคราะห์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันค่ะ
ปิยะณัฐ
วันนี้ ต้องขอขอบคุณพี่ตุ๊กมาก ๆ ที่มาร่วมให้ข้อมูลและพูดคุย ทำให้เราได้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจส่งผลต่อบัญชีและการเงินขององค์กรอย่างไร รวมถึงประเด็นที่องค์กรควรตระหนักและติดตาม ไว้โอกาสหน้าจะชวนพี่ตุ๊กมาพูดคุยเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับบัญชีและการเงินให้พวกเราได้ฟังอีกนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
สินสิริ
ขอบคุณค่ะ
ปิยะณัฐ
สำหรับคุณผู้ฟังที่สนใจติดตามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญทางธุรกิจหรือแนวโน้มต่าง ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ PwC ประเทศไทย https://www.pwc.com/th นะคะ
และที่สำคัญ อย่าลืมกด Like หรือ กด Follow ช่องทางโซเชียลมีเดียของ PwC ประเทศไทย เพื่อไม่ให้พลาดพอดคาสต์ซีรีส์ของเรา ส่วนตอนหน้า เราจะพาไปพูดคุยกับผู้บริหารท่านใด ฝากติดตามกันด้วยนะคะ
Marketing and Communications
Bangkok, PwC Thailand
Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29