Payments Blog

จับตา 6 เมกะเทรนด์ระบบการชำระเงินในภูมิภาคอาเซียน

โดย วิไลพร ทวีลาภพันทอง
หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน
บริษัท PwC ประเทศไทย
27 ตุลาคม 2564

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) นับเป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญของโลกที่เห็นการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล (Digitalisation) อย่างแพร่หลาย โดยมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า อุตสาหกรรมบริการทางการเงินของหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ได้ก้าวเข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบไร้เงินสด (Cashless payment) และมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่คาดว่า จะมีมากถึง 623 ล้านคนในปี 2573

อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดังกล่าว ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการรักษาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เห็นได้จากภัยไซเบอร์ที่ล่าสุดที่เพิ่งเป็นข่าวคึกโครมในบ้านเรา เพราะมีผู้ใช้บริการบัตรเดบิตและเครดิตถูกตัดเงินจากบัญชีอย่างผิดปกติ โดยพบว่า แฮ็กเกอร์มีการใช้บอทเข้ามาช่วยในการทำอาชญากรรมครั้งนี้ด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมในธุรกิจบริการทางการเงินจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงโอกาสและความเสี่ยงจากกระแสการเปลี่ยนแปลง (เมกะเทรนด์) รวมถึงแนวโน้มการชำระเงินในอนาคตอย่างรอบคอบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สนามแข่งขันในธุรกิจดิจิทัล ในวันนี้ดิฉันจึงอยากนำข้อมูลเกี่ยวกับ 6 เมกะเทรนด์ที่จะมีผลกระทบต่อระบบการชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากรายงาน Payments 2025 and beyond: Evolution to revolution ของ PwC มาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้

  1. การเข้าถึงและความไว้วางใจ การเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและการเติบโตของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในภูมิภาค ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการของธนาคารได้มากขึ้น เช่น รัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเป็นกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัล ที่เรียกว่า ‘PayMaya’ ในขณะที่ประเทศไทยเอง ก็มีบริการพร้อมเพย์ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีธนาคาร หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับบัตรประจำตัวประชาชน โทรศัพท์มือถือ และอีเมลของตนได้ ในส่วนของประเทศสิงคโปร์ ก็มีโครงการ ‘Hawkers Go Digital’ ที่กระตุ้นให้ผู้ทำธุรกิจหาบเร่แผงลอยใช้บริการการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด (QR Code) แถมยังให้เงินสนับสนุนเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มปริมาณของการใช้ด้วย ความสามารถในการเข้าถึงบริการและความสะดวกสบายของการชำระเงินดิจิทัลที่กล่าวมา จะกระตุ้นให้ประชากรในภูมิภาคยิ่งหันมาใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้มากขึ้น และจะผลักดันให้บริการทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลยิ่งขยายตัวในที่สุด

    นอกจากนี้ การลดอุปสรรคในการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของภาครัฐ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial inclusion) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ส่วนใหญ่อาจจะยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการปรับสู่ดิจิทัล หรือมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนธุรกิจที่จำกัด ซึ่งภาครัฐควรจัดให้มีการอบรมและสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ได้เสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ดิจิทัล รวมถึงความปลอดภัยจากการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ 

  2. กระเป๋าเงินดิจิทัลและซุปเปอร์แอป ความนิยมของการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลนำไปสู่การขยายตัวของแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมทุกบริการ (Super App) ของภูมิภาค รายงานของ PwC ระบุว่า การชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าถึงกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และคาดว่า จะขยายตัวมากกว่า 5 เท่าโดยมีมูลค่ากว่า 1.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งเราจะเห็นการควบรวมกันของผู้ให้บริการกระเป๋าดิจิทัลชั้นนำของภูมิภาค โดยผู้ให้บริการซุปเปอร์แอปจะยิ่งใช้ประโยชน์จากแหล่งเก็บข้อมูล เพื่อศึกษาถึงความต้องการเชิงลึกของการชำระเงินในกลุ่มผู้บริโภค ในขณะที่ต้องบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่มีด้วย รายงานคาดว่า จะเห็นการเพิ่มขึ้นของการใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยของข้อมูล เช่น วิธีการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม หลังจากทำการยืนยันตัวตนโดยการใช้รหัสผ่าน (Multi-factor authentication) เช่น การยืนยันตัวตนผ่านเอสเอ็มเอสบนมือถือ การใช้ระบบสแกนนิ้วมือ และการเข้ารหัสข้อมูล (Data encryption) เป็นต้น

    นอกจากนี้ เราจะเห็นการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างซุปเปอร์แอปและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เและในระยะถัดไป ซุปเปอร์แอปในภูมิภาคจะขยายไปสู่การให้บริการที่ช่วยให้ผู้ค้าสามารถชำระเงินแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะทำให้ผู้ค้าได้บริการดิจิทัลแบบครบวงจรผ่านการชำระเงินทั้งขาเข้าและขาออก

  3. สกุลเงินดิจิทัล การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) ของหลายประเทศในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ไทย และสิงคโปร์ ถือได้ว่า มีความก้าวหน้าไปมากและจะยิ่งทำให้การแข่งขันเพื่อทดสอบความสามารถ หรือหน้าที่การทำงานของระบบ รวมถึงการพัฒนากฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องมีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งนี้ PwC ยังคาดว่า แนวโน้มค่าธรรมเนียมในอนาคตจะถูกลง และภาครัฐจะสนับสนุนให้เกิดการชำระเงินข้ามพรมแดนมากขึ้น

    รายงานของ PwC คาดว่า จะเห็นการลงทุนจากธนาคารกลางในภูมิภาคนี้ เพื่อพัฒนาและทดสอบความเป็นไปได้ของ CBDC และนำ CBDC มาผนวกอยู่ในระบบนิเวศการชำระเงินของประเทศ สำหรับภาคธุรกิจเอง จะเห็นการเชื่อมต่อ CBDC เข้ากับกระเป๋าเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มการส่งข้อความ หรือแม้กระทั่งพัฒนาแอปเพื่อเสริมฟังก์ชันการทำงานของ CBDC อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศควรต้องประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของตนด้วย

  4. การชำระเงินข้ามพรมแดน การขยายตัวของการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การชำระเงินดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ได้ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมการชำระเงินดิจิทัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบเรียลไทม์ภายในประเทศ ได้สร้างความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน ทำให้เกิดเครือข่ายของรางการชำระเงินที่ใช้กับการชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งในรูปแบบค้าปลีกและเชิงพาณิชย์ เช่น บริการการโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันทีระหว่างระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของประเทศไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของประเทศสิงคโปร์ และบริการการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดข้ามประเทศระหว่างระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของประเทศไทย และบริการการโอนเงินระหว่างระบบ DuitNow ของประเทศมาเลเซีย เป็นต้น

    รายงานของ PwC คาดว่า รัฐบาลในภูมิภาคนี้จะทำงานร่วมกันในการกำหนดนโยบายและกฎระเบียบ มาตรฐาน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งทั้งหมดจะมีความสำคัญการพัฒนาการชำระเงินข้ามพรมแดนที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

  5. สนามรบการชำระเงิน: การทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนสู่ดิจิทัล การใช้งานคิวอาร์โค้ด และส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (Application Programming Interface: API) จะเป็นอาวุธสำคัญสำหรับสนามรบการชำระเงินในภูมิภาคนี้ โดยปัจจุบันมี 7 จาก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการประยุกต์ใช้มาตรฐานคิวอาร์โค้ดในการทำธุรกรรมการชำระเงิน ซึ่งในระยะต่อไป เราจะเห็นการเปลี่ยนจากการใช้คิวอาร์โค้ดแบบไม่เปลี่ยนแปลง (Static QR code) ไปสู่การใช้คิวอาร์โค้ดที่สามารถเปลี่ยนตามรายการชำระเงินแต่ละครั้ง (Dynamic QR code) เพื่อสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ โอเพ่นแบงก์กิ้งยังสนับสนุนการชำระเงินระหว่างธุรกิจในภูมิภาค ทำให้สามารถดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลขนาดใหญ่ระหว่างกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งนี่จะเปลี่ยนวิถีการทำงานของธนาคารแบบดั้งเดิมในที่สุด

    นอกจากนี้ การเข้ามาของระบบ ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ (Buy Now, Pay Later: BNPL) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการยืดเวลาการชำระเงินแทนการใช้บัตรเครดิตแบบดั้งเดิม จะกลายมารูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบัน 38% ของประชากรในประเทศสิงคโปร์ใช้บริการนี้สำหรับการใช้จ่ายประจำวัน และคาดว่าจะมีการใช้งานมากขึ้นในลูกค้าช่วงกลุ่มมิลเลนเนียล และเจนซี  เมื่อธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซมีบริการการชำระเงินแบบ BNPL มากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในการขยายธุรกิจสู่การให้บริการทางการเงินประเภทนี้ด้วย 

  6. เพิ่มความแข็งแกร่งในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน ในขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังขยายตัวและมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใช่ธนาคารเข้ามาในสนามแข่งขันมากขึ้น ธุรกิจบริการทางการเงินในอาเซียนหลายรายอาจยังมีการรับมือกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber risks) ในระดับที่ไม่ดีเพียงพอ โดยจะต้องมีทั้งมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัย ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นด้วย ธุรกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ จึงต้องร่วมมือกันทั้งระดับประเทศ และระดับภูมิภาคเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคาม รวมทั้งยกระดับการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งในด้านการป้องกันและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

จาก 6 เมกะเทรนด์ที่กล่าวมาทั้งหมด คงทำให้ผู้อ่านเห็นถึงโอกาสและความท้าทายของทั้งธนาคารแบบดั้งเดิมและธนาคารดิจิทัล รวมถึงบทบาทของผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามาในสนามรบนี้มากขึ้น ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จคือ การทำความเข้าใจตัวธุรกิจ รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม รักษาส่วนแบ่งทางการตลาด และพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้ามากขึ้น

//จบ//

อ้างอิง:

  1. Payments 2025 and beyond: Evolution to revolution, PwC

  2. Navigating the payments matrix: Charting a course amid evolution and revolution, PwC

  3. ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ชี้แจงความคืบหน้า กรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต, ธนาคารแห่งประเทศไทย

Contact us

Marketing and Communications

Bangkok, PwC Thailand

Tel: +66 (0) 2844 1000, Ext. 4713-15, 18, 22-24, 26, 28 and 29

Follow us