กรุงเทพฯ, 24 เมษายน 2569 – PwC เผยผลการศึกษาใหม่ ‘AI Performance study’ พบ มีเพียงไม่กี่บริษัทที่กำลังก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการแปลงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ให้เป็นผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้
รายงานฉบับนี้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจำนวน 1,217 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุม 25 อุตสาหกรรมทั่วโลก เพื่อประเมินทั้งรายได้และการเพิ่มประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจากการใช้ AI รวมถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้งานจริง
ผลการศึกษาพบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI เกือบสามในสี่ (74%) ถูกครอบครองโดยองค์กรเพียงหนึ่งในห้า (20%) สะท้อนให้เห็นช่องว่างที่ชัดเจนและกว้างขึ้นระหว่างกลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI และธุรกิจส่วนใหญ่ที่ยังวนอยู่กับขั้นตอนการทดลอง (pilot) ใช้ AI
PwC ระบุว่า ความต่างของกลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI ไม่ได้อยู่ที่การใช้เครื่องมือ AI มากกว่าเท่านั้น แต่คือการใช้ AI เป็นตัวเร่งการเติบโตและพลิกโฉมธุรกิจ โดยมองหาโอกาสการสร้างรายได้ใหม่จากการบรรจบกันของอุตสาหกรรม (industry convergence) พร้อมวางรากฐานด้านข้อมูล ธรรมาภิบาล และความน่าเชื่อถือ ให้รองรับการขยายผลในวงกว้าง
นาย โจ แอทกินสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้าน AI ระดับโลกของ PwC กล่าวว่า
“หลายองค์กรเร่งทำโครงการนำร่องด้าน AI แต่มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเปลี่ยนการทดลองให้เป็นผลตอบแทนทางการเงินที่วัดผลได้สิ่งที่ทำให้บริษัทที่เป็นผู้นำแตกต่างคือการใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน และยังวางรากฐานให้ AI ขยายผลได้จริงและเชื่อถือได้”
รายงานระบุว่า องค์กรที่สร้างผลลัพธ์จาก AI ได้โดดเด่นที่สุดมองเทคโนโลยีดังกล่าวเป็น ‘เครื่องยนต์แห่งการพลิกโฉม’ โดยใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและขยายโอกาสในการเติบโตนอกอุตสาหกรรมเดิม โดยบริษัทกลุ่มผู้นำด้าน AI รายงานว่า:
ทั้งนี้ PwC ระบุว่า โอกาสการเติบโตจากการบรรจบกันของอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานทางการเงินจาก AI สูงที่สุด โดยมีน้ำหนักมากกว่าการมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว
รายงานยังชี้ว่า วิธีที่กลุ่มผู้นำบริษัทนำ AI มาใช้ภายในองค์กรของตนนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทที่มีผลลัพธ์ทางการเงินจาก AI ได้ดีที่สุดมีแนวโน้มมากกว่าเกือบสองเท่าในการนำ AI มาใช้ในรูปแบบขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานหลายอย่างภายใต้กรอบการกำกับ (guardrails) (1.8 เท่า) หรือการทำงานแบบสามารถตัดสินใจและปรับปรุงประสิทธิภาพได้เอง (autonomous, self-optimising) (1.9 เท่า)
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI ยังเร่งเพิ่มสัดส่วนการตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงจากมนุษย์ ในอัตราเกือบสามเท่า (2.8 เท่า) เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น
PwC ระบุว่า ระบบอัตโนมัติของกลุ่มผู้นำเกิดจากการให้ความสำคัญกับ ‘ความไว้วางใจที่ขยายผลได้’ (trust at scale) โดยผู้นำด้าน AI มีแนวโน้มมากกว่าบริษัทอื่นที่จะมีกรอบการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ (Responsible AI framework) (มากกว่า 1.7 เท่า) และคณะกรรมการกำกับดูแล AI แบบบรูณาการข้ามสายงาน (cross-functional AI governance board) (1.5 เท่า) ส่งผลให้พนักงานในองค์กรเหล่านี้มีแนวโน้มมากกว่าสองเท่าที่จะไว้วางใจในผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น
ทั้งนี้ หากองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ AI อย่างจริงจัง ช่องว่างผลลัพธ์ระหว่างผู้นำด้าน AI กับกลุ่มที่ตามหลังคาดว่ามีแนวโน้มจะยิ่งกว้างขึ้น เนื่องจากบริษัทผู้นำด้าน AI เรียนรู้ได้เร็วกว่า ขยายผลกรณีใช้งานที่พิสูจน์แล้วได้ไวกว่า และนำระบบการตัดสินใจแบบอัตโนมัติมาใช้ในระดับองค์กรได้อย่างปลอดภัยในวงกว้างมากกว่า
ด้านนาย พิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า
“องค์กรในภูมิภาคเอเชียกำลังเลิกทดลอง และเดินหน้าใช้ AI ในระดับองค์กรเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ทั้งรายได้และประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสำหรับประเทศไทย เราเห็นองค์กรไทยหลายแห่งกำลังเร่งลงทุนข้อมูล เทคโนโลยี และแพลตฟอร์ม AI พร้อมยกระดับธรรมาภิบาลและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนขยายผลได้จริง และสร้างคุณค่าธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจตอกย้ำว่า AI ต้องเป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต ไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ เริ่มจากเลือก use case ที่ตอบโจทย์ธุรกิจชัด เช่นสร้างรายได้ พัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า หรือ พัฒนาโมเดลธุรกิจ พร้อมทั้งกำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง ลงทุนด้านฐานข้อมูล พัฒนาบุคลากร และความเชื่อมั่นให้พร้อม เพื่อขยายผลของ AI ได้อย่างมั่นคง และเปลี่ยนเป็นแรงขับการเติบโตระยะยาว”
//จบ//
หมายเหตุถึงบรรณาธิการ
เกี่ยวกับรายงาน PwC AI Performance ประจำปี 2569
การศึกษาของ PwC อ้างอิงจากแบบสำรวจผู้บริหารระดับสูง 1,217 คน (ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการขึ้นไป) จากบริษัทใน 25 อุตสาหกรรมและหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยประเมินผลการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI จากทั้งรายได้และการเพิ่มประสิทธิภาพที่เกิดจาก AI เมื่อเทียบกับค่ามัธยฐานของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ PwC ยังวิเคราะห์แนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการและการลงทุน AI จำนวน 60 รายการ แบ่งเป็นสองหมวด ได้แก่ ‘การใช้งาน AI’ และ ‘รากฐาน AI’ ซึ่งรวมกันเป็นดัชนีความพร้อมด้าน AI (AI fitness index) ของ PwC
เกี่ยวกับ PwC
ที่ PwC เราช่วยลูกค้าสร้างความไว้วางใจและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน เราเป็นเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและมีบุคลากรมากกว่า 364,000 คนใน 136 ประเทศ และ 137 อาณาเขต บริการของเราครอบคลุมด้านการตรวจสอบบัญชี ภาษีและกฎหมาย ดีลส์ และที่ปรึกษาทางธุรกิจ เราช่วยลูกค้าสร้าง เร่ง และรักษาโมเมนตัมให้คงอยู่ หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ www.pwc.com
เกี่ยวกับ PwC ประเทศไทย
PwC ประเทศไทย ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 67 ปี PwC ผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่าง ๆ โดยปัจจุบัน มีบุคลากรมากกว่า 1,800 คนในประเทศไทย
PwC refers to the Thailand member firm, and may sometimes refer to the PwC network. Each member firm is a separate legal entity. Please see www.pwc.com/structure for further details.
© 2026 PwC. All rights reserved