กรุงเทพฯ, 18 มกราคม 2566 – PwC เผยผลสำรวจซีอีโลกครั้งล่าสุด พบเกือบ 70% ของซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตลดลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค และความขัดแย้งทาง
ภูมิรัฐศาสตร์ ถือเป็นปัจจัยความกังวลที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุด ขณะที่ซีอีโอเกินครึ่งเชื่อว่า โมเดลการทำธุรกิจในปัจจุบันจะไปไม่รอดในทศวรรษหน้า หากไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงองค์กร
ทั้งนี้ ผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 26 ฉบับเอเชียแปซิฟิก: ก้าวนำในโลกแห่งความเป็นจริงใหม่ (26th Annual Global CEO Survey - Asia Pacific: Leading in the new reality) ของ PwC ทำการสำรวจความคิดเห็นของซีอีโอภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 1,634 ราย และเปิดเผยให้เห็นถึงข้อมูลที่โดดเด่นสองประการที่กำลังท้าทายซีอีโอในภูมิภาค
เมื่อสภาวะเศรษฐกิจมหภาคถดถอยลง ความไม่แน่นอนได้เพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นแตะระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ซีอีโอในเอเชียแปซิฟิกจึงกำลังเผชิญกับสองความท้าทายสำคัญ นั่นคือ ผู้นำธุรกิจจะต้องจัดการความเสี่ยงจากภายนอกในระยะสั้นเพื่อขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรเพื่อความอยู่รอด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อการเติบโตในระยะยาว
นาย เรย์มอนด์ ชาว ประธาน PwC ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า “ในเวลานี้ของปีที่แล้ว ความเชื่อมั่นของซีอีโอในเอเชียแปซิฟิกแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี แต่แค่เพียงหนึ่งปีต่อมา เราพบว่าความเชื่อมั่นนี้ได้กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง ด้วยดิสรัปชันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ซีอีโอในภูมิภาคกำลังเผชิญกับความเป็นจริงใหม่ ซึ่งการจัดการกับสองความท้าทายสำคัญนี้ให้ไปสู่ความสำเร็จ ผู้นำธุรกิจจำเป็นจะต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่เกี่ยวกับการสร้างคุณค่า สร้างพลังของวัฒนธรรมที่แตกต่าง และทำงานร่วมกันในระดับที่กว้างกว่าและลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็น”
แม้ว่าความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อเศรษฐกิจโลกจะลดลง แต่ซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังคงมีมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับโอกาสของประเทศตนเอง น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับซีอีโอทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซีอีโอในประเทศขนาดใหญ่กว่า แสดงมุมมองเชิงบวกในระดับสูงสุดต่อการเติบโตภายในประเทศ นำโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน (64%) อินเดีย (57%) และอินโดนีเซีย (50%) (เปรียบเทียบกับทั่วโลกที่ 29%) ทั้งนี้ การให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของประเทศที่เพิ่มขึ้น มากกว่าผลประโยชน์ของโลก แสดงให้เห็นถึงการเร่งตัวของแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานของภูมิภาคยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการเปิดเสรีทางการค้า และการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
เงินเฟ้อ ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยความกังวลสูงสุดของซีอีโอในเอเชียแปซิฟิก
ในขณะที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพและไซเบอร์ เป็นปัจจัยความกังวลในอันดับต้น ๆ ในปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ถือเป็นสิ่งที่ซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแสดงความกังวลมากที่สุดในปีนี้ โดยเงินเฟ้อ (41%) และความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค (30%) ถือเป็นความเสี่ยงที่ผู้บริหารรู้สึกกังวลทั้งในระยะสั้น (เช่น 12 เดือนข้างหน้า) และระยะกลาง (เช่น มากกว่าห้าปีข้างหน้า)
ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (30%) ยังถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความเสี่ยงอันดับต้น ๆ เพราะสงครามในยูเครนและความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ส่งผลให้ซีอีโอในเอเชียแปซิฟิกมีการทบทวนรูปแบบของการทำธุรกิจใหม่ โดยพวกเขามีแผนที่จะ:
ตรงกันข้ามกับซีอีโอทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และข้อมูลส่วนตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโฟกัสไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงาน และการสร้างกระแสเงินสดทันที ในขณะที่มองการสร้างมูลค่าและความยั่งยืนเป็นปัจจัยระยะกลางถึงระยะยาว
ด้านนาย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของประเทศไทย ซีอีโอส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นไปในทิศทางเดียวกันกับซีอีโอในเอเชียแปซิฟิกว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเติบโตลดลง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ ผลกระทบจากสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ล้วนสร้างแรงกดดันต่อการทำธุรกิจ ซึ่งแม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว และมีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาประเทศไทยมากกว่า 20 ล้านคนก็ตาม ต้นทุนค่าไฟฟ้าและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการแข่งขันของหลาย ๆ อุตสาหกรรม”
“สำหรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนในปีนี้ เราน่าจะเห็นผู้บริหารหันมาแสวงหาโอกาสในการสร้างคุณค่าจากการหาพันธมิตร หรือการควบรวมกิจการเพื่อขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศที่ไม่ใช่ตลาดหลักมากขึ้น รวมไปถึงขยายผลิตภัณฑ์ และปรับกลยุทธ์การจัดหาใหม่ ที่มุ่งเน้นความสามารถในฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับมาโดยเร็ว” นาย ชาญชัย กล่าว
//จบ//
เกี่ยวกับข้อมูล
PwC สำรวจความคิดเห็นซีอีโอทั่วโลกจำนวนทั้งสิ้น 4,410 ราย รวมถึงซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 1,634 ราย ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน 2565 โดยตัวเลขระดับโลกและระดับภูมิภาคในรายงาน มีการถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือระดับภูมิภาคที่เป็นตัวเงิน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ความคิดเห็นของซีอีโอถูกสะท้อนอย่างสอดคล้องทั่วทุกภูมิภาคที่สำคัญ ๆ ทั้งนี้ ตัวเลขในระดับอุตสาหกรรมและระดับประเทศ อ้างอิงจากข้อมูลที่ไม่ได้ถ่วงน้ำหนักจากตัวอย่างทั้งหมด และมีการสัมภาษณ์ซีอีโอจากสามภูมิภาคทั่วโลก (อเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และเอเชียแปซิฟิก)
เกี่ยวกับ PwC
ที่ PwC เป้าประสงค์ของเรา คือ การสร้างความไว้วางใจในสังคมและช่วยแก้ปัญหาสำคัญให้กับลูกค้า เราเป็นหนึ่งในบริษัทเครือข่าย 152 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานเกือบ 328,000 คนที่ยึดมั่นในการส่งมอบบริการคุณภาพด้านการตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางธุรกิจ กฎหมายและภาษี หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ www.pwc.com
เกี่ยวกับ PwC ประเทศไทย
PwC ประเทศไทย ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 64 ปี PwC ผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่าง ๆ โดยปัจจุบัน มีบุคลากรมากกว่า 1,800 คนในประเทศไทย
PwC refers to the Thailand member firm, and may sometimes refer to the PwC network. Each member firm is a separate legal entity. Please see www.pwc.com/structure for further details.
© 2023 PwC. All rights reserved.