PwC แนะไทยปัดฝุ่นโครงสร้างภาษี รับเปิดเสรี-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

กรุงเทพฯ 29 ตุลาคม 2556 – PwC ประเทศไทย (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) เรียกร้องให้ภาครัฐและผู้นำประเทศเร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีและข้อกฏหมายอย่างต่อเนื่องทั้งระบบเพื่อเพิ่มฐานรายได้ และสอดรับกับการแข่งขันที่จะมีมากขึ้นโดยเฉพาะจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในต้นปี 59 พร้อมมองความผันผวนของวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก แนวโน้มการลงทุนข้ามชาติ รวมทั้งรูปแบบการค้า-การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นปัจจัยกดดันให้รัฐบาลทั่วโลกต้องหันกลับมาทบทวนโครงสร้างภาษีเดิม รวมทั้งสังคยนาหลักการเกี่ยวกับภาษีระหว่างประเทศที่ล้าสมัยต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ

นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนากฏหมายและภาษีประจำปีครั้งที่ 15 MSV: Equipping yourself with the right tools for a world of changes (ติดอาวุธความรู้ด้านภาษี มุ่งสู่วิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก) ว่า แนวโน้มการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกจะยังคงมีทิศทางที่อ่อนแอในระยะข้างหน้าเนื่องจากผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤตทางการเงินในตลาดพัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) จะยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีความไม่ชัดเจนเรื่องงบประมาณปี 57 และการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯที่ฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งต้องติดตามดูข้อสรุปกันในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ปีหน้า อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง

“ภาพรวมที่เกิดขึ้นในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมาคือ ประเด็นในเรื่องของการวางแผนภาษี (Tax planning) เราจะเห็นได้ว่า การวางแผนภาษีโดยเฉพาะอย่างยิ่งของบรรดาบริษัทข้ามชาติหรือ MNC ทั่วโลก ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ถูกตรวจสอบและมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลในหลายๆประเทศก็ได้มีความพยายามที่จะหาวิธีการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม รวมทั้งอุดช่องโหว่ของการกระทำใดๆที่อาจเข้าข่ายว่ามีการหลบเลี่ยงภาษี” นายศิระ กล่าว

“การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งวิธีการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ ยังจะส่งผลให้แนวโน้มของการวางแผนภาษีต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ฉะนั้น การเตรียมการล่วงหน้าและเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกิจนั้นเบาบางลง”

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเออีซีในต้นปี 59 นายศิระ กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าระบบของไทย พร้อมสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเพราะเห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกับวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้ามองในมุมกว้างกว่านั้นคือ เรายังต้องเร่งปรับปรุงกฏระเบียบ ข้อกำหนดนโยบายต่างๆ ในเรื่องของการจัดการโครงสร้างภาษีเพราะยังมีช่องว่างระหว่างกันมาก และควรทำให้ระบบเหล่านี้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจ นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเตรียมตัวควบคู่กันไป เช่น การวางแผนโครงสร้างทางภาษีของบริษัท โครงสร้างการเก็บอัตราภาษีที่ต่างกัน บริษัทควรถือหุ้นตรง หรือตั้งบริษัทโฮลดิ้งที่ประเทศใด เพราะเมื่อมีธุรกรรมข้ามประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินปันผลหรือกำไรกลับประเทศ การคิดอัตราภาษีและเงื่อนไขข้อบังคับที่ต่างกันของแต่ละประเทศ ล้วนมีผลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งสิ้น”

ด้าน นายถาวร รุจิวนารมย์ หัวหน้าหุ้นส่วนกรรมการอาวุโส และกรรมการบริหาร สายงานภาษีและกฎหมาย กล่าวว่า กรมสรรพากรไทยกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศใหม่ทั้งหมดเพื่อเตรียมตัวก้าวเข้าสู่เออีซี และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการลงทุนจากต่างชาติ แต่การมุ่งที่จะปรับลดอัตราภาษีเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ โดยมองว่าจะต้องมีการพิจารณาปรับใช้ระบบภาษีและกฏระเบียบใหม่ๆ ที่ไม่ซับซ้อน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันควบคู่ไปด้วย

“การเปลี่ยนแปลงหลักๆ ที่เราเห็นในช่วงที่ผ่านมา คือการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้จัดเก็บที่ 20% เพื่อส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลยังปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเพิ่มขั้นอัตราในการคำนวณเงินได้สุทธิจาก 5 ขั้น เป็น 7 ขั้น และลดอัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดจาก 37% เป็น 35% เพื่อสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและลดภาระให้แก่ผู้เสียภาษีโดยรวม ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอาเซียนอยู่ที่ราว 31%” นายถาวร กล่าว

ทั้งนี้ ร่างการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผ่านการเห็นชอบจากครม.ตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา และน่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฏหมายในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 57 การลดภาษีนี้ จึงจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังครอบคลุมเงินได้ทั้งปี 56 ทำให้ผู้เสียภาษีได้รับการคืนภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า เพราะ การหักภาษี ณ ที่จ่ายในปี 56 ยังไม่ได้สะท้อนอัตราภาษีใหม่ที่ลดลง

“การปรับลดอัตราภาษีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเงินได้นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดานั้น ย่อมส่งผลให้รัฐฯสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก แต่ในทางกลับกันก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้อีกทาง อย่างไรก็ดี ผมมองว่า โครงสร้างภาษีของเราในปัจจุบันยังมีจุดอ่อน ภาษีจากฐานรายได้มีการเปลี่ยนแปลงลดลง สวนทางกับที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายสูง ซึ่งหากการเก็บรายได้ ไม่พอ จะทำให้ประเทศเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นและอาจทำให้งบประมาณสมดุลไม่เป็นไปตามเป้าที่กำหนดได้” เขากล่าว

นายถาวรยังกล่าวต่อว่า ยังมีอีกหลายแง่มุมที่กรมสรรพากรควรพิจารณาในการวางแผนการปฏิรูปภาษี เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหาแนวทางในการรักษากระแสเงินสดไว้ให้อยู่ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลดอุปสรรคทางการค้า หรือสนับสนุนผู้ประกอบการชาวไทยที่ต้องการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ (เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ การส่งสินค้าออกตามมาตรา 70 ตรี ฯลฯ)

“นอกเหนือไปจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาติ ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น ประเด็นการตั้งทุนต่ำ (Thin Capitalisation) การกักเก็บกำไรไว้ในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ (Controlled Foreign Corporation) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีเป็นการทั่วไป (General Anti-Avoidance Rules) เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียรายได้จากการวางแผนภาษีที่มิชอบ” นายถาวรกล่าว

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2556 (ต.ค. 55-ก.ย. 56) เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยจัดเก็บได้ 2.15 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 5.74 หมื่นล้านบาท หรือ 2.7% และสูงกว่าปีที่แล้ว 9.2% สาเหตุสำคัญมาจากการจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่นที่สูงกว่าเป้าหมาย และส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บรายได้สัมปทานปิโตรเลียม สูงกว่าเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังมีรายได้พิเศษนอกเหนือจากที่ประมาณการไว้ที่สำคัญ เช่น รายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3G ย่าน 2.1 GHz และการส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออกสินค้า ในส่วนของกรมสรรพากร สามารถจัดเก็บรายได้รวม 1.76 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 9.29 พันล้านบาท หรือ 0.5% จากเป้าหมาย 1.77 ล้านล้านบาทเป็นผลมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลง

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กรมสรรพากรยังเปิดเผยว่าในปีงบ 2557 ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีไว้ที่ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งได้วางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและขยายฐานภาษีไปยังกลุ่มธุรกิจขนาดกลางให้มากขึ้น เพื่อรองรับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการเก็บภาษีจากฐานรายได้จะลดน้อยลง ทั้งจากการเก็บภาษีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ที่ฐานภาษีเริ่มแคบลงเพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังจะเร่งกระตุ้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัดและเร่งปรับปรุงระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ มีการเชื่อมโยงข้อมูลในการเสียภาษีเข้าด้วยกัน ซึ่งจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ

“โดยภาพรวมแล้ว เราเห็นพัฒนาการในเชิงบวกของระบบภาษีไทยในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญที่รัฐฯต้องตระหนักคือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งภาคการคลัง ความพอเพียงของรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ในมุมมองของผม รัฐบาลมาถูกทางในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เนื่องจากภาษีทั้งสองประเภทเป็นภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ของทั้งครัวเรือนและธุรกิจต่างๆ แต่คำถามที่ผู้วางนโยบายต้องตอบโจทย์ให้ได้ก็คือ จะมีวิธีการอย่างไรในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีครบถ้วน และให้มาตรการลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆเหล่านี้ ไม่ก่อภาระให้ภาคธุรกิจในภายหลัง รวมทั้งคุ้มค่ากับรายได้ภาษีที่สูญเสียไป” นายถาวรกล่าวสรุป

—จบ—

ข้อความถึงบรรณาธิการ:

เกี่ยวกับ PwC

PwC (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) หนึ่งในเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการทางด้านตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาทางด้านภาษี และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก มีเครือข่ายไปใน 157 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานมากกว่า 184,000 คน ในส่วนของ PwC ประเทศไทย บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 50 ปี บริษัทผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่างๆ โดยปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 1,300 คนในประเทศไทย

Click here for English version

กลับขึ้นด้านบน