PwC เผยผลสำรวจค.ยั่งยืนธุรกิจอาเซียนปี’56

แนะเอกชนเร่งยกระดับการพัฒนาค.ยั่งยืนองค์กร เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเออีซี

พีดับบลิวซี ชี้การทำธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Corporate sustainability) มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หลังภาคธุรกิจ ตลาดทุนในอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ อย่างต่อเนื่อง แต่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน และการปลูกจิตสำนึก ยังคงเป็นประเด็นความท้าทายที่ต้องมีการส่งเสริมผลักดันอย่างจริงจังในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

  • ต้นทุนคาร์บอนและพลังงานจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า
  • ธุรกิจในอาเซียนกว่าร้อยละ 80 ตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืนธุรกิจ แต่ขาดการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม

กรุงเทพฯ, 4 เมษายน 2556 - PwC (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) เผยผลสำรวจล่าสุด ชี้การทำธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ในอาเซียนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า หลังภาคธุรกิจและตลาดทุนในภูมิภาค หันมาให้ความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ อย่างต่อเนื่อง แต่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน และการปลูกจิตสำนึก ยังคงเป็นประเด็นความท้าทายที่ต้องมีการส่งเสริมผลักดันอย่างจริงจังในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

Sira Intarakumthornchai, CEO for PwC Thailand

นาย ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงบทวิเคราะห์ล่าสุด Going beyond philanthropy? —Pulse-check on sustainability ว่ากระแสการพัฒนาความยั่งยืนธุรกิจ ได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรต่างๆในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มมากขึ้น หลังผลสำรวจพบว่า มีบริษัทในอาเซียนที่ทำการสำรวจถึงร้อยละ 81 ที่มีการตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืนทางธุรกิจ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของบรรดาธุรกิจในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ดี ยังมีบริษัทน้อยกว่าร้อยละ 50 ที่มีการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจของตนอย่างจริงจัง ในขณะที่ร้อยละ 5 ไม่ได้มีการวางแผนในเรื่องนี้เลย

“การทำธุรกิจเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการวางแผน การ Engage ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน รวมถึงสังคมด้วย ซึ่งในที่สุดจะส่งผลดีต่อความยั่งยืนขององค์กร ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า Sustainability ในที่นี้ มันเป็นมากกว่าการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป แต่แท้ที่จริงคือ การทำธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึงการมีระบบควบคุม ตรวจสอบ การเปิดเผยข้อมูล และการเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรในแต่ละฝ่าย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มากำหนดกรอบแนวคิดและวางกลยุทธ์ในเรื่องพัฒนาธุรกิจอย่างมีระบบ ครอบคลุมทุกมิติ,” นาย ศิระ กล่าว

“ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามีบริษัทจดทะเบียนและหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องถึงจะเห็นผลอย่างยั่งยืน สำหรับแนวโน้มในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เราคาดว่า จะยิ่งเห็นภาคธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนให้ความสำคัญในเรื่อง Corporate sustainability ต่อธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ,” เขา กล่าว

ทั้งนี้ ผลสำรวจฉบับนี้ ถูกจัดทำขึ้นระหว่างเดือน สิงหาคม ถึง กันยายน 2555 โดยทำการสำรวจผู้บริหารบริษัทจำนวน 211 รายในประชาคมอาเซียน 5 ประเทศที่กำลังพัฒนา ได้แก่ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลลิปปินส์ และ เวียดนาม ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทำความเข้าใจถึงการบริหารจัดการความยั่งยืนขององค์กรในภูมิภาค และปัจจัยที่เป็นตัวผลักดัน รวมทั้งประเด็นอื่นๆ เช่น ระดับของการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืนของบริษัทในอาเซียน เหตุผล ความเสี่ยง และการเตรียมความพร้อมของธุรกิจในแต่ละประเทศ

นายศิระ กล่าวว่า ความยั่งยืนทางธุรกิจนั้น เติบโตควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยง (Risk management) เปรียบเสมือนการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนถาวร (Future resilience) ให้กับองค์กร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหารระดับสูง

“แต่สิ่งที่ผลสำรวจ PwC พบคือ มีบริษัทในอาเซียนเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ที่มีการวางโครงสร้างผู้นำ (Leadership structure) ในเรื่องการพัฒนากิจกรรมความยั่งยืนทางธุรกิจอย่างมีระบบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด KPI ที่เกี่ยวกับข้องผลการดำเนินงานของพนักงานในเรื่องธุรกิจยั่งยืน การให้ค่าตอบแทน สิ่งจูงใจทางการเงิน หรือแม้แต่การจัดตั้งคณะทำงานในระดับผู้บริหาร หรือกรรมการอาวุโส เข้ามาดูแลงานด้านความยั่งยืนขององค์กร นอกจากนั้น สิ่งที่น่ากังวลอีกประการก็คือ จากจำนวนบริษัทที่ทำการสำรวจกว่า 200 ราย มีเพียง 1 ในทุกๆ 5 บริษัทที่มีการนำเอาประเด็นเรื่องการพัฒนาธุรกิจยั่งยืนเข้ามาเป็นหนึ่งในวาระประจำของ Board agenda,” นาย ศิระ กล่าว

ด้าน นาย ซานดาร่า ราจ Consulting Leader PwC ประเทศมาเลเซีย และ ผู้จัดทำผลสำรวจฉบับนี้ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจต่างๆควรจะต้องมีการเปิดเผย แลกเปลี่ยนข้อมูลของกิจกรรมหรือสิ่งต่างๆที่องค์กรได้ทำเกี่ยวกับความยั่งยืนธุรกิจ (Sustainable initiatives) ลงในรายงานประจำปี (Annual report) หรือ การทำรายงานความยั่งยืน (Standalone sustainability report) ในอันที่จะสร้าง Public goodwill และความน่าเชื่อถือให้เกิดในหมู่ผู้ถือหุ้น รวมทั้งชื่อเสียงที่ดีให้กับธุรกิจในระยะยาว

“จำเป็นอย่างยิ่งที่ ผู้บริหารหรือซีอีโอในอาเซียนจะต้องมีการส่งเสริมวัฒนธรรมในเรื่องของความโปร่งใสภายในองค์กร โดยทำงานDirectly ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง พนักงาน ซัพพลายเออร์ หรือ นักลงทุน โดยร่วมกันกำหนดแนวความคิดและกลยุทธ์ในเรื่องของการพัฒนาความยั่งยืน ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบรับที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้,” นาย ราจ กล่าว

นอกจากนี้ ผลสำรวจระบุว่า ที่ผ่านมามีบริษัทในอาเซียนเพียงร้อยละ 12 ที่มีการทำงานร่วมกันกับผู้ถือหุ้น (Stakeholders engagement) ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า พนักงาน นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และ ชุมชนท้องถิ่นของตนในเรื่องการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายศิระ ยังกล่าวต่อว่า การจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืนขององค์กร (Sustainability reporting) ในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลจากการสำรวจพบว่า บริษัทในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย เกือบร้อยละ 80 มีการจัดทำรายงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สืบเนื่องมาจากข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (Bursa Malaysia: BM) ที่กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯต้องเปิดเผยกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมลงในรายงานประจำปี

อย่างไรก็ดี คุณภาพของรายงานความยั่งยืนที่พบในภูมิภาคส่วนใหญ่นั้นยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงในบางประเด็น โดยผลสำรวจพบว่า มีบริษัทในอาเซียนเพียงร้อยละ 26 ที่นำเอาแบบแผนและกรอบการรายงานความยั่งยืนที่ได้มาตรฐานสากล (Global reporting framework) มาประยุกต์ใช้กับองค์กรของตน และมีผู้บริหารแค่ร้อยละ 18 ที่รายงานความยั่งยืนของตนได้รับการตรวจรับรองจากภาคีที่สาม (Third-party Assurance)

“ในส่วนของบ้านเรา จะเห็นได้ว่าภาคตลาดทุน อย่างหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้มีการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน ตามกรอบในการจัดทำรายงานสากลของ Global Reporting Initiative (GRI) มีการจัดทำและเผยแพร่คู่มือการดำเนินงาน และคอร์สอบรมเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง อันจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้บจ.ไทย มีพัฒนาการด้าน Sustainability และประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินธุรกิจ และสร้างแรงจูงใจให้บจ.แห่งอื่นๆ ได้มีการพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อเพิ่มคุณค่าให้องค์กรได้รับความสนใจจาก Investor และสาธารณชนมากขึ้นด้วย,” นาย ศิระ กล่าว

“นอกจากนี้ การผลักดันให้องค์กรธุรกิจของไทยก้าวไปสู่ดัชนีชี้วัดการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการดำเนินงานและสิ่งแวดล้อมที่จัดทำโดยดาวน์โจนส์ หรือ DJSI (Dow Jones Sustainability Indexes) เพื่อเป็นอัตราอ้างอิงกับบริษัทชั้นนำอื่นๆ ในโลก ที่ไม่เพียงคำนึงถึงผลทางธุรกิจ หากยังมองครอบคลุมไปยังมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับภาคธุรกิจไทย และจะเป็นรากฐานของการทำธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ส่วนในระดับนานาชาติ เมื่อเปิด AEC ในปลายปี’58 จะช่วยเสริมสร้างจุดแข็งให้เราเป็นอย่างมาก เมื่อเวลานักลงทุนต่างประเทศจะเข้ามา เขาก็จะรู้ว่าบจ.ของเรามีมาตรฐานสูงเช่นกัน,” เขา กล่าว

ในท้ายนี้ ผลสำรวจ PwC ยังพบว่า ต้นทุนทางด้านพลังงานและ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน (Energy and carbon-related costs) จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า

—จบ—

คำศัพท์น่ารู้

Sustainability

บ่งบอกถึงความยั่งยืน ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจ บนพื้นฐานของการแสดงความรับผิดชอบ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของสังคมโดยส่วนรวม

Sustainability Reporting

Corporate Social Responsibility Report หรือ Sustainable Development Report (SD Report) นั้น ไม่มีคำจำกัดความใดที่ตายตัวและเป็นคำอธิบายที่ยอมรับได้ในระดับสากล แต่จาก The Global Reporting Initiative Sustainability Guidelines (GRI guidelines) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า Sustainability Reporting ไว้ว่า คือ “…the practice of measuring, disclosing and being accountable to internal and external stakeholders for organisational performance towards the goal of sustainable development” แปลง่ายๆ ว่า คือ การวัด การเปิดเผยข้อมูล และการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในและภายนอกองค์กร เพื่อการดำเนินงานขององค์กรที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Sustainability Reporting หรือ “รายงานผลการพัฒนาอย่างยั่งยืน” หรือ มีอีกชื่อหนึ่งว่า “รายงานความยั่งยืนทางสังคม” ที่มาของการทำ SD report เริ่มจากการที่องค์กรชื่อว่า Global Report Initiatives หรือ GRI องค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนทั่วโลก หันมาเปิดเผยข้อมูลและจัดทำรายงานความยั่งยืนทางสังคม โดยให้แสดงผลการดำเนินงานขององค์กรทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามข้อแนะนำที่ GRI สร้างไว้เป็นแนวทาง เรียกว่า G3 guidelines ด้วยความคิดของ GRI คือ ต้องการพัฒนามาตรฐานการทำรายงาน ที่จะสามารถกระตุ้นความต้องการข้อมูลความยั่งยืนทางสังคม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เผยแพร่และผู้ที่นำข้อมูลไปใช้

ที่มา: www.csri.or.th

ข้อความถึงบรรณาธิการ:

ท่านสามารถ download รายงานฉบับเต็มได้ทาง http://www.pwc.com/en_MY/my/assets/publications/pulse-check-on-sustainability.pdf

เกี่ยวกับ PwC

PwC (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) หนึ่งในเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการทางด้านตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาทางด้านภาษี และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก มีเครือข่ายไปใน 158 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานมากกว่า 180,000 คน สำหรับ ประเทศไทย บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 50 ปี PwC ผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่างๆ โดยปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 1,350 คนในประเทศไทย

Click here for Eng version

Top