PwC แนะปรับกฎเกณฑ์-โครงสร้างภาษีชี้ไทยต้องรุกตามยุทธศาสตร์ประเทศและก้าวทันการแข่งขันโลกรับมือ AEC

กรุงเทพฯ, 25 ตุลาคม 2555 – PwC ประเทศไทย (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) เรียกร้องให้ภาคธุรกิจและผู้นำประเทศตื่นตัวในเรื่องการจัดการโครงสร้างภาษีไทยและปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่ล้าสมัยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันโลกท่ามกลางภาวะที่ตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย (emerging Asian markets) เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่ตลาดที่พัฒนาแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า

นาย ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน PwC ประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนากฏหมายและภาษีประจำปีครั้งที่ 14 MSV: Thailand and the Emergence of Asia (ประเทศไทยและการผงาดของเอเชีย) ว่า หน่วยงานทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับปรุงและแก้ไขกฏหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจการค้าและการลงทุนของประเทศ

“เรา (ประเทศไทย) ต้องเร่งปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงกฎระเบียบ กรอบกำหนดนโยบายต่างๆที่มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความสอดคล้องและมีความเป็นเอกภาพ นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินปันผล ภาษีเงินได้นิติบุคคล ควรมีการจัดการให้มีความน่าดึงดูดและสามารถแข่งขันได้,” นาย ศิระ กล่าว

ด้าน นาย ถาวร รุจิวนารมย์ หัวหน้าหุ้นส่วนกรรมการอาวุโส และกรรมการบริหาร สายงานภาษีและกฎหมาย กล่าวว่า “จากการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 เรื่องหนึ่งที่สำคัญและเป็นที่จับตามอง คือ การปรับโครงสร้างภาษีใหม่”

“ขณะที่กรมสรรพากรได้มีมาตรการเตรียมความพร้อมไว้รองรับไม่ว่าการจัดเก็บภาษีที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานบางกลุ่มจะเป็นไปโดยเสรีภายในภูมิภาค ซึ่งกรมสรรพากรจำเป็นต้องปรับปรุงระบบภาษีให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ขณะเดียวกันก็ต้องมีความพร้อมที่จะรองรับผู้เสียภาษีที่เป็นชาวต่างชาติและกิจการข้ามชาติโดยมีต้องความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษีของแต่ละประเทศ นอกจากนี้หากจะส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น รัฐบาลต้องหามาตรการจูงใจ และมีแนวทางในการจัดการที่จะทำให้นักลงทุนเหล่านี้เก็บผลกำไรไว้ในเมืองไทย รวมทั้งยังต้องพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติได้,” นาย ถาวร กล่าว

ในเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษี เช่น ภาษีสรรพากร และ ภาษีเงินปันผล หากประเทศไทยยังมีอัตราภาษีสูงกว่าประเทศอื่น ๆ จะส่งผลให้เงินลงทุนไหลไปยังประเทศอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า หรือไม่มีภาษี เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ภาครัฐได้มีการปรับลดเหลือร้อยละ 23 ในปีนี้จากร้อยละ 30 และจะเหลือร้อยละ 20 ในปี 2556 เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ควรต้องมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนตามมาในระยะยาวด้วย นอกจากนี้ ควรมีการพิจารณาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีที่ร้อยละ 37 สูงกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน เพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างกันมาก นาย ถาวรกล่าว

นอกเหนือไปจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านเครื่องมือการปรับโครงสร้างภาษี ภาครัฐควรยังต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาติ ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) มาตรการป้องกันการตั้งทุนต่ำ (Thin Capitalisation) มาตรการป้องกันการกักเก็บกำไรไว้ในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ (Controlled Foreign Company) รวมทั้งมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีเป็นการทั่วไป (General Anti-Avoidance Rule) แต่มาตรการเหล่านี้จะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ

สำหรับโอกาสในการลงทุนของธุรกิจไทยในประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง พม่า และ ลาว นาย ถาวรกล่าวว่า “บริษัทที่ต้องการขยายกำลังการผลิตหรือหาตลาดใหม่ๆในประเทศดังกล่าว ต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงรูปแบบการลงทุนของบริษัทต่างชาติ รวมทั้งกฎระเบียบและมาตรการทางภาษีที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตนด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการลงทุนที่อาจเกิดขึ้น”

ประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบกับประเทศอื่นๆอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดแรงงานที่มีอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำและประสิทธิภาพของแรงงานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในอาเซียน ขนาดของประเทศที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 66 ล้านคนมากเป็นอันดับสี่ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และมีทำเลที่ตั้งที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และเป็นที่ตั้งสำคัญในโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion) นาย ถาวร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถือว่ายังเป็นความท้าทายที่ต้องพัฒนาของประเทศคือ การเพิ่มคุณภาพและทักษะที่สูงขึ้นได้แก่ ปัญหาเรื่องแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่อาจมีความเป็นไปสูงที่จะเคลื่อนย้ายจากประเทศไทยกลับไปยังประเทศตัวเอง หรือไปสู่แหล่งจ้างแรงงานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า อุตสาหกรรมไทยจะต้องปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน สินค้าบางรายการต้องมีการปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และรับมือกับการแข่งขันที่มีความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ศักยภาพทางด้านภาษา การเปิดเสรีด้านบริการ การเปิดเสรีด้านการลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดแรงงานและการแข่งขันในภาคบริการรุนแรงขึ้นซึ่งบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ของไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะเพื่อรับมือกับการแข่งขันดังกล่าว บุคลากรไทยยังเสียเปรียบคู่แข่งอื่นๆ ในอาเซียนอยู่มาก รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานการทำงานที่เป็นสากล และโครงสร้างภาษีและกฎหมายภาษีระหว่างประเทศ เมื่อเป็น AEC คนที่จะมาค้าขาย มาตั้งบริษัท หรือมาลงทุนในไทย ก็คงต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีทั้งหมดซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ของไทยค่อนข้างสูงกว่าของประเทศอื่นขณะที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของเราค่อนข้างต่ำ หากไทยไม่ปรับปรุงโครงสร้างภาษีอากรให้อยู่ในระดับที่แข่งขันหรือไม่ปรับปรุงกฎหมายภาษีระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีอย่างเป็นมาตรฐานสากล สิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็คือ บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยอาจหาช่องว่างของกฎหมายไทยในการส่งกำไรออกไปไว้ในต่างประเทศโดยที่ไม่เสียภาษีในประเทศไทย หรืออาจมีกรณีบริษัทของไทยเองหาทางไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศ AEC ที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า แม้ว่าบริษัทไทยแห่งนั้นจะยังทำธุรกิจในไทยเหมือนเดิม

--จบ--

ข้อความถึงบรรณาธิการ:

เกี่ยวกับ PwC

PwC (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) หนึ่งในเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการทางด้านตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาทางด้านภาษี และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก โดยมีเครือข่ายไปใน 158 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานมากกว่า 180,000 คน ในส่วนของ PwC ประเทศไทย บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 50 ปี บริษัทผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่างๆ โดยปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 1,350 คนในประเทศไทย

Click here for English version

กลับขึ้นด้านบน