PwC เผยผลสำรวจThailand Economic Crime Survey

ชี้ ‘ภัยทุจริตคอรัปชั่นและไซเบอร์คราม’ พุ่ง ส่งผลต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยแนะธุรกิจต้องปรับตัวรับมือ AEC

ธุรกิจไทยต้องตื่นตัวและตระหนักถึงภัย ‘อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ’ เพื่อขจัดปัญหาการทุจริตและป้องกันการสูญเสียของทรัพย์สินรวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึง คาดแนวโน้มภัยมืดทุจริตองค์กรทะยานต่อในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

กรุงเทพฯ, 19 พฤศจิกายน 2555 – ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Crime หรือ White Collar Crime) ของประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า หลังผลสำรวจล่าสุดพบมีบริษัทไทยถึงร้อยละ 35 ที่ตกเป็นเหยื่อการทุจริตองค์กรในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมานำหน้าภูมิภาค ภาคธุรกิจและรัฐบาลต้องตื่นตัวในการแก้ปัญหาพร้อมมีมาตรการในการป้องกันอย่างจริงจัง และเป็นระบบ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมก่อนการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

PwC ประเทศไทย (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) เผยผลสำรวจ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ Thailand Economic Crime Survey ซึ่งถูกจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับประเทศไทย พบว่า มีบริษัทไทยที่ทำการสำรวจถึงร้อยละ 35 ที่ตกเป็นเหยื่อการทุจริตองค์กรประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือมากกว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกับผลสำรวจโดยเฉลี่ยในระดับโลกที่ร้อยละ 34 และผลสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ร้อยละ 31

นาย ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจไทยต้องหันมาให้ความสนใจในการแก้ปัญหาทุจริตองค์กรอย่างจริงจังและควรต้องมีมาตรการการป้องกันการทุจริตองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมการให้ข้อมูล (Whistleblower) เพื่อลดปัญหาการประพฤติมิชอบและการรับสินบน รวมทั้งกระบวนการตรวจสอบการประมูลและการจัดซื้อ (Bidding and procurement) ต่างๆอย่างเป็นธรรมและมีเอกภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกนักลงทุนต่างชาติมองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูงในการทำธุรกิจ

“ผลการสำรวจพบว่า แนวโน้มของการฉ้อโกงที่ซับซ้อนมากขึ้น การทุจริตคอรัปชั่น รวมทั้งอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย จะยิ่งมีมากขึ้นในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจไทยอย่างเราๆ และทุกภาคส่วน ต้องหันมาแก้ปัญหาอย่างตรงจุด” นายศิระ กล่าว

“แน่นอนว่า ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คงไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาด หากปราศจากความร่วมมืออย่างจริงจังจากภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจทำได้โดยไม่ต้องรอ คือการหามาตรการป้องกันที่เหมาะสม โดยไม่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นมาก่อนแล้วค่อยมาแก้,” เขา กล่าว

ทั้งนี้ ผลสำรวจ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ Thailand Economic Crime Survey เป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจประจำปี PwC’s Global Economic Crime Survey ครั้งที่ 6 ดำเนินการโดย PwC Forensic Services ผ่านการเก็บข้อมูลจากนักธุรกิจและผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆจำนวน 3,877 รายใน 72 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งบริษัทชั้นนำจากประเทศไทยจำนวน 79 ราย

ในเรื่องของรูปแบบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 25 ของธุรกิจที่ทำการสำรวจประสบปัญหาพฤติกรรมกีดกันทางการค้า (Anti-competitive practices) ซึ่งหมายรวมถึง การตั้งราคาสินค้า การตกลงร่วมกันกำหนดราคาประมูล (การฮั้วประมูล) หรือการกำหนดส่วนแบ่งการตลาด โดยผลสำรวจของไทยสูงกว่าผลสำรวจโดยเฉลี่ยในระดับโลกถึงกว่าสามเท่า (ร้อยละ 7) และเปรียบเทียบกับผลสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ร้อยละ 7 เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าธุรกิจไทยถึงร้อยละ 79 พบการทุจริตที่เกิดขึ้นมาจากคนภายในองค์กร (Internal) โดยมากกว่าระดับโกลบอลที่ร้อยละ 56 และในขณะเดียวกัน มีผู้ถูกสำรวจมากกว่าร้อยละ 80 ที่กล่าวว่าการทุจริตที่พบนั้นส่วนใหญ่เกิดจากผู้บริหารระดับกลางถึงอาวุโส มากกว่าที่จะเป็นพนักงานระดับจูเนียร์

ด้าน นาย วรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงาน Forensics Advisory และผู้จัดทำผลสำรวจนี้ กล่าวว่า เป็นที่น่ากังวลมากที่มีบริษัทไทยที่ถูกทำการสำรวจมากกว่าครึ่ง ที่ไม่เคยมีการประเมินความเสี่ยงทุจริตหรือไม่ทราบเลยว่าองค์กรของตนมีระบบการจัดการประเมินความเสี่ยงในเรื่องนี้หรือไม่

“ทุกท่านคงทราบดีว่า Fraud เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อกำไรสุทธิของบริษัท และนำมาคิดเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ เพราะฉะนั้นหากเรา (บริษัทไทย) ต้องการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันรวมทั้งเตรียมความพร้อมก่อนการก้าวไปสู่ AEC อย่างจริงจัง ผมมองว่า ความเสี่ยงในประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เราเพิกเฉยไม่ได้,” นาย วรพงษ์ กล่าว

กฏหมายป้องกันการให้สินบนแก่ข้าราชการต่างประเทศ หรือ US Foreign Corrupt Practices Act (FCPA) ของสหรัฐอเมริกา และ UK Anti-Bribery Act ของสหราชอาณาจักร ที่มีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ยิ่งทำให้บริษัทไทยต้องมีมาตรการในการต่อต้านและปราบปรามคอรัปชั่นอย่างเป็นเข้มแข็ง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดี (Prosecution) จากการกระทำใดๆที่อาจขัดต่อกฏหมายต่อต้านการกระทำทุจริต รวมทั้งยังเป็นการป้องกันการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่อาจเกิดขึ้น นาย วรพงษ์ กล่าว

“บริษัทไม่สามารถโยนความผิด หรือผลักภาระความรับผิดชอบไปที่พนักงาน ซัพพลายเออร์ หรือคู่ค้าท้องถิ่นใดๆ แต่ต้องมีระบบการจัดการในเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร,” เขากล่าว

นอกจากนี้ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ หรือที่รู้จักดีในชื่อ ‘ไซเบอร์คราม’ ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า โดยร้อยละ 27ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจในระยะ 12 เดือนที่ผ่าน คาดว่าความเสี่ยงจากไซเบอร์ครามต่อธุรกิจจะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นในขณะที่ร้อยละ 67 มองว่าจะอยู่ในระดับเดิม และมีเพียงร้อยละ 6 ที่เชื่อว่าความเสี่ยงจะลดลง

ในท้ายที่สุด ผลสำรวจยังพบว่า การยักยอกสินทรัพย์ (Asset misappropriation) การรับสินบนและคอรัปชั่น (Bribery and corruption) และพฤติกรรมกีดกันทางการค้า (Anti-competitive practices) เป็นรูปแบบการทุจริตสามอันดับแรกที่พบมากที่สุดสำหรับประเทศไทย

“เป็นที่ยอมรับว่า อาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้มีการขยายตัว สร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมไปทั่วทั้งโลกอันเป็นผลจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คือ อาชญากรรมที่ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่เศรษฐกิจของปัจเจกชนและประเทศชาติส่วนรวม ทำลายความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางธุรกิจ จึงไม่ใช่ปัญหาของประเทศหนึ่งประเทศใดอีกต่อไป,” นายวรพงษ์ กล่าว

คำศัพท์ที่น่าสนใจ

อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Crime หรือ White Collar crime)
อาชญากรรม (Crime) เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าคือ การกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายอาญาซึ่งจากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สิน อย่างไรก็ดี อาชญากรรมอาจมีการจัดแบ่งประเภทได้หลายประเภท เช่น อาชญากรรมอันเป็นการประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย และเพศ อาชญากรรมยาเสพติด แต่ อาชญากรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่รวดเร็ว และมีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างมาก ทั้งในแง่ของความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความมั่นคงของประเทศนั่นก็คือ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” ที่มา: www.oja.go.th

ข้อความถึงบรรณาธิการ:

ท่านสามารถ download รายงานผลสำรวจฉบับเต็มได้ทาง http://www.pwc.com/th/en/publications/2012/assets/gecs-th2012-for-web.pdf

เกี่ยวกับ PwC

PwC (ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส) หนึ่งในเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการทางด้านตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาทางด้านภาษี และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก มีเครือข่ายไปใน 158 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานมากกว่า 180,000 คน สำหรับ PwC ประเทศไทย บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2502 โดยมีบทบาทในการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไทยมานานกว่า 50 ปี บริษัทผสมผสานประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถในการทำงานกับลูกค้าข้ามชาติ ผนวกกับความเข้าใจตลาดภายในประเทศเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อเสียงของ PwC เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจต่างๆ โดยปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 1,350 คนในประเทศไทย

วิธีการสำรวจ

ผลสำรวจ Economic Crime Survey ดำเนินการโดย PwC Forensic Services จัดทำขึ้นระหว่างเดือน กรกฎาคม-พฤศจิกายน 2554 โดยทำการเก็บข้อมูลจากนักธุรกิจและผู้นำในอุตสาหกรรมชั้นนำ จำนวน 3,877 รายใน 72 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งบริษัทจากประเทศไทยจำนวน 79 ราย ผ่านการทำแบบสอบถามออนไลน์

Click here for English version

กลับขึ้นด้านบน